[เขียนวันแรก] 19 พฤษภาคม 2555
[ปรับปรุงล่าสุด] 20 พฤษภาคม 2557

บันทึกการเดินทางเสาะหาเนื้อคู่
กับการเผชิญชะตากรรม 7 วัน ในคุกลาว


จันทร์ 7 พ.ค. 2555
22:28 น. -- โพสต์ข้อความใน Facebook ว่า  “เหลือเวลาอีกเพียง 7 วัน ยังไม่มีทีท่าว่าจะสมหวังกับคนแถวนี้ .. ขอลองออกเดินทางเสาะหาเนื้อคู่รอบโลกดูหน่อยละกัน .. จะเริ่มออกเดินทางพรุ่งนี้ (8 พ.ค.) ไปตามเส้นทางสายไหม ลัดเลาะตามลำน้ำโขงไปจนถึงสวิสเซอร์แลนด์ แล้วจะพาเนื้อคู่กลับมาแต่งงานกันที่ศรีสะเกษในวันที่ 14 ตามที่บอก .. มีงบประมาณสำหรับการเดินทางครั้งนี้ 1,000 บาท (หนึ่งพันบาทถ้วน) .. จะยุติการเดินทางก็ต่อเมื่อ 1. เจอเนื้อคู่ 2. ถึง 13 พ.ค. แล้วยังไม่เจอ 3. ตังค์หมดก่อน .. เอาใจช่วยกันด้วยเด้อออ”

หมายเหตุ.... เป็นข้อความต่อเนื่องจากที่โพสต์เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2555 ว่า .. “ด้วยค่านิยมที่สังคมมนุษย์ปลูกฝังกัน .. ทำให้ผมรู้สึกว่า “ยากนักที่หญิงใดจะมีรักใหม่กับชายวัย 40 ขึ้นไป ได้อย่างจริงใจ .. และ น่าจะมีโอกาสน้อยมาก ที่ชายใดจะรักสาวได้อย่างบริสุทธิ์ใจ เมื่อวัยเกิน 40 ปี”

ดังนั้น ก่อนอายุถึง 40 .. ผมจะต้องพยายามหาหญิงที่ผมรักและรักผมมาแต่งงานกันให้ได้ .. หากไม่ได้ ก็จะขอยอมรับชะตากรรม ว่าชีวิตนี้คงต้องอยู่เป็นโสดไปจนตาย ..... นับจากวันนี้ ก็เหลืออยู่ 32 วัน ที่ผมจะอายุ 40 ... ลองมาลุ้นกันนะครับ ว่าผมจะหาคนแต่งงานด้วยได้หรือไม่ ในเวลาเพียงแค่ 1 เดือนนี้ .. ซึ่งถ้าหาได้ทัน ก็จะจัดงานแต่งวันที่ 14 พ.ค. 55 (เพื่อให้อายุในวันแต่งยังเป็นแค่ 39 ปี กับ 364 วัน) [อาจจะแต่งทาง Facebook เนี่ยแหละ]

สาวใดที่สนใจจะแต่งงานกับผม (ถ้ามี) .. โปรดนิ่งไว้ก่อนนะครับ .. ถ้าท่านติดต่อมามันจะทำให้ผู้รู้สึกเหมือนเป็นฝ่ายรับ .. ผมมันชายเชิงรุก .. ชอบเป็นฝ่ายรุกมากกว่า .. ผมมี sense รู้ได้เองว่าใครมีใจกับผม 55 ดังนั้น รอให้ผมติดต่อไปเองนะครับ”
(http://www.facebook.com/GoodJai/posts/350333631680614)

อังคาร 8 พ.ค. 2555
10:31 น. -- โพสต์ข้อความใน Facebook ว่า  “ไปจริงๆ แล้วคับ .. ต้องรีบหนีออกจากบ้านช่วงที่พ่อแม่ไม่อยู่นี่แหละ ... เฮ้อ หวังว่าถ้าอายุเกิน 40 แล้ว พ่อแม่จะเลิกมองว่าเราเป็นเด็กซะทีนะ .... ลาทีนะ Facebook”

10:40 น. -- เขียนข้อความวางไว้บนเตียงบอกพ่อแม่ว่า  “พ่อครับ แม่ครับ .. โปรดอย่าได้ตกใจที่กลับมาไม่เห็นลูก ..  ลูกขออนุญาตออกเดินทางเพื่อแสวงหาอะไรบางอย่าง .. แล้วลูกจะกลับมาในวันที่ 13 หรือ 14 พ.ค. 55 .. โปรดอย่าได้ห่วง .. ลูกพ่อแม่เก่งอยู่แล้ว .. รักพ่อแม่เสมอ มากๆๆๆๆ .. ลูกโลก+ลูกพ่อแม่ โก๋”

10:50 น. -- เดินสะพายเป้ออกจากบ้าน (บ้านศรีบุญลือ) … ปิดมือถือ .. ภาวนาอย่าให้จ๊ะเอ๋สมาชิกในครอบครัวหรือคนรู้จักในตอนนี้เลย ..   ไปถึงที่จอดรถบัส อ.อุทุมพรพิสัย  มีรถไปศรีสะเกษกำลังจะออกพอดี   ขึ้นรถไปลงสถานีรถไฟศรีสะเกษ     อาา อิสระเสรี .. รู้สึกตื่นเต้นดีใจกับการท่องเที่ยวครั้งนี้มาก

11:40 น. -- ขึ้นรถไฟฟรีที่บังเอิญเสียเวลา จากสถานีรถไฟศรีสะเกษ  ไปยังสถานีรถไฟอุบลราชธานี (อ. วารินชำราบ) .. ซื้อขนมบนรถไฟ 10 บาท
13:00 น. -- เดินจาก สถานีรถไฟ อ.วารินชำราบ  ผ่านสะพานข้ามแม่น้ำมูลมายังฝั่ง อ.เมือง อุบลราชธานี  แวะพักกินหว้าและมะม่วงที่พกมาด้วยหลายจุด ถ่ายรูปมาเรื่อยๆ  ซื้อข้าวผัด 30 บาท  (จดบันทึกค่าใช้จ่ายทุกอย่างเพื่อพยายามควบคุมงบเดินทางให้ไม่เกิน 1,000 บาท)   หยุดที่ทุ่งศรีเมืองพักใหญ่  เล่นบาสกับเด็กๆ และร่วมเต้นแอโรบิก ..  โทรรายงานพ่อ ก่อนจะปิดโทรศัพท์ต่อ  ..  เดินต่อไปอย่างลังเลว่าจะพักนอนที่ไหนดี

21:00 น. -- เดินมาถึงสถานีขนส่งรถโดยสาร จ.อุบลฯ  ด้วยความเหนื่อยล้า  เสียค่าอาบน้ำ 10 บาท   นอนบนเก้าอี้ผู้โดยสาร  สลับกับโต๊ะนั่งของร้านค้า (ซึ่งปิดหมดหลังจากประมาณ 4 ทุ่ม)

พุธ 9 พ.ค. 2555
6:00 น. -- ตื่นมา   อาบน้ำอีกครั้งที่ห้องน้ำ บขส.   ตรวจดู Passport ที่เอาติดตัวมา 2 เล่ม  พบว่าหมดอายุทั้งคู่     แต่ ‘ช่างเหอะวะ  ลองเอาไปซื้อตั๋วดู  ถ้าเขาเช็คคร่าวๆ อาจซื้อได้   ถ้าไม่ได้ก็แค่ยกเลิกแผนการไปลาว’  ..  สรุปว่า ซื้อได้  คนขายตั๋วไม่ได้ดูละเอียด (เปิดขายตั๋วไปลาวตอน 8 โมงเช้า ค่าตั๋ว 200 บาท) .. นึกในใจว่า ‘หวานตูแระ’

9:30 น. -- รถ อุบล-ปากเซ ออกจากสถานีขนส่ง จ.อุบลฯ   ผมนั่งอยู่แถวหน้าสุดคู่กับหญิงลาว (มีอายุแล้ว) โดยมีพระไทยสองรูปอยู่ฝั่งหนึ่ง   เรากลุ่มแถวหน้าคุยกันมาเรื่อยๆ ตลอดทาง

11:20 น. -- รถจอดที่ช่องเม็ก  เพื่อให้ผู้โดยสารลงไปทำเรื่องผ่านแดนที่ ตม. ไทย และข้ามไป ตม.ลาว .. ปรากฏว่า ตม.ตรวจพบว่า Passport ผมหมดอายุแล้ว .. ไอ้ผมก็น่าจะยกเลิกแผนการไปเที่ยว ... แต่ ไม่เลิก .. นั่งมอไซค์มาทำ Border Pass โดยใช้บัตรประชาชน   ค่ามอไซค์ 40 (รอรับกลับด้วย) ค่าธรรมเนียม 30 ค่าถ่ายเอกสาร 8 บาท  .. ทำรวดเร็วทีเดียว  .. (Border Pass นั้น กำหนดให้อยู่ได้เพียง 3 วัน 2 คืน นั่นหมายถึงว่า ผมจะต้องออกจากลาวภายในวันศุกร์ที่ 11 พ.ค.) .. ผ่านจาก ตม.ไทย  มา ตม.ลาว  โดนเรียกเก็บเงินเพิ่ม 100 บาท  โดยไม่มีใบเสร็จ .. ‘ฮึ่ม ไอ้พวกกังฉินเอ๊ย’  

12:30 น. -- ถึง คิวรถปากเซ  (จะเรียกว่าสถานีขนส่งเห็นจะไม่ได้  เพราะรู้สึกจะไม่มีรถทัวร์คันอื่นจอดอยู่เลย  เป็นเพียงคิวรถข้างตลาดเล็กๆ  และคุณน้าคนลาวในรถก็เรียกสถานที่นี้ว่า  คิว)  ..  บริเวณนั้นค่อนข้างรก  เต็มไปด้วยขยะ   ตลาดที่อยู่ติดกันก็มีขยะเยอะ  ดูค่อนข้างสกปรก   ..  ผมเดินข้ามถนนมา  ข้ามยากหน่อย เพราะรถเยอะ และเขาก็ขับรถคนละด้านกันกับที่เมืองไทย .. เดินตรงไปยัง “โรงแรมจำปา” ซึ่งอยู่ใกล้ๆ ตลาดนั้น   สอบถามค่าที่พัก   ตกลงนอนแบบพัดลม คืนละ 250 บาท    อาคารปูพื้นไม้   มี 4 ชั้น แต่ละชั้นสูงมาก   ดูเก่าแก่ บรรยากาศคลาสสิก   ห้องนอนกับห้องน้ำแยกกัน  แต่เป็นห้องน้ำที่ติดป้ายบอกว่าเป็นห้องน้ำของห้องเรา (พักที่ห้อง 405)  

13:30 น. -- ออกจากห้องพักมาตลาด ซื้อข้าวผัดหมูกิน   ราคา 8,000 กีบ  (32 บาท)  ซื้อกล้วยอีก 20 บาท (5,000 กีบ)  .. กลับขึ้นห้องพัก นอน

17:30 น. -- ยืนพิงระเบียง ดูรถขี่ไปมาบนท้องถนน .. ‘สาวๆ ลาวใช่ว่าจะนุ่งแต่ผ้าซิ่นแฮะ  มีนุ่งสั้นขี่มอไซค์เหมือนสาวไทยเยอะทีเดียว’ .. เฝ้าดูอยู่ตั้งนาน เห็นคนปั่นจักรยานแค่คันสองคัน  ส่วนใหญ่เป็นมอไซค์  รถยนต์คันงามมีเยอะพอควร ..  ออกกำลังกาย .. อาบน้ำ  

20:00 น. -- เดินมาหากินข้าว .. ได้กินร้านเฝอ 15,000 กีบ (60 บาท) อิ่มอร่อยถูกใจ  (ช้อนใหญ่ดี ผักเยอะดี) .. ถนนสายนั้นค่อนข้างใหญ่  แต่ยามค่ำคืนไม่ค่อยมีใครเดินข้างถนนเลย   เข้านอนประมาณ 4 ทุ่ม


พฤหัส 10 พ.ค. 2555
6:00 น. -- ตื่น  ออกกำลังกาย   อาบน้ำ  กินเฝอเช้าที่ตลาด  ชามละ 12,000 กีบ  (48 บาท)

10:00 น. -- เตรียมของเดินทางต่อไป  (เสื้อผ้าได้ซักเกือบทุกตัว) .. กรอกน้ำประปาใส่ขวดใหญ่ 1 ขวด  ขวดเล็ก 2 ขวด .. ยอมกินน้ำประปาเพื่อประหยัดเงิน  .. ที่ผ่านมาใช้ไปเกือบจะเกิน 1,000 บาทแล้ว โดยที่ต้องเผื่อค่าเดินทางกลับไทยไม่ต่ำกว่า 300  

11:30 น. -- Check out ออกจากโรงแรม      เดินไปตามถนน   แดดค่อนข้างแรง   ถ่ายรูปไปเรื่อย   จนถึงตลาดดาวเรือง ซึ่งมีลักษณะคล้ายสวนจตุจักร แต่มีร้านทองหลายร้าน  คนเดินดูของไม่ค่อยมี แต่ของขายและร้านค้าเยอะมาก .. ซื้อขนมคล้ายปาท่องโก๋กลมๆ ถุงละ 20 บาท (6 ก้อน)   มะม่วง 1 กิโล  30 บาท (5 ลูก)

12:00 น. -- เดินไปสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่เชื่อมระหว่าง เมือง (อำเภอ) ปากเซ กับ เมืองโพนทอง (อยู่แขวงจำปาสักเหมือนกัน) .. แวะลงตลิ่งฝั่งปากเซ  ด้านตรงข้ามกับโรงแรมแกรนด์ ซึ่งดูยิ่งใหญ่หรูหรามาก .. ทีแรกตั้งใจจะเดินเลียบตลิ่งไปเรื่อยๆ  แต่เนื่องจากไม่มีหาดทราย จึงเดินไปไม่ได้ .. พักนอนที่กระต๊อบน้อยซึ่งน่าจะเป็นพวกคนหาปลาแถวนั้นทำไว้ .. กินขนม 2 ก้อน มะม่วง 2 ลูก .. อ่านหนังสือ “On Mobile” ที่ติดตัวมาด้วย

15:00 น. -- เดินทางต่อ .. กลับขึ้นมาข้างบน เดินข้ามสะพานไปฝั่งโพนทอง   ลำน้ำโขงนั้นกว้างใหญ่ สะพานจึงยาวมาก .. ระหว่างทางถ่ายรูปใส่หัวลูกโลกโดยมีฉากหลังคือสะพานและลำน้ำโขงหลายรูป (แม้จะเสียวๆ ว่าลมที่พัดแรงจะพัดเอาหัวลูกโลกหล่นลงแม่น้ำมั้ยน้อ) .. นึกดีใจที่ตนเองตัดสินใจเดินทางเช่นนี้  ‘ถ้าเที่ยวโดยมีเงินมาเยอะๆ อาจไม่มีโอกาสได้เดินข้ามแม่น้ำโขงอย่างนี้’  

15:30 น. -- ถึงฝั่งโพนทอง  มองเห็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่บนเขา  ส่วนซ้ายมือฝั่งลำน้ำโขงเป็นโขดหินที่สามารถเดินลัดเลาะไปได้ .. พอพ้นสะพานจึงตัดสินใจเดินลัดลงไปใต้สะพาน และเดินลัดเลาะไปตามโขดหินอีกสัก 100 เมตร  ก่อนพักหยุด และพบว่า ไปต่อท่าจะไม่เหมาะซะแร้ว เนื่องจากจะไปเจอกับอาคารที่ยื่นมาในลำน้ำ ซึ่งน่าจะเป็นของรีสอร์ท   ส่วนที่อยู่บนหัวขึ้นไป ก็เข้าใจว่าเป็นรีสอร์ทเหมือนกัน  และน่าจะเป็นรีสอร์ทขนาดใหญ่ มีคนงานเยอะ  เพราะได้ยินเสียงผู้ชายคุยกันหลายคน และมีอาคารคล้ายบ้านพักคนงาน   [พวกที่ผมเข้าใจว่าเป็นคนงานนั้น  เห็นผมด้วย  เพราะผมหันไปเจอเขาเดินมาแถวๆ เนินผาด้วย ..  แต่ผมก็ไม่ได้คุยกับเขา   เหตุหนึ่งก็เพราะผมไม่ค่อยชอบพูดกับคนซักเท่าไร  อีกเหตุหนึ่งก็เพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าเรามาอยู่อย่างจนๆ เดี๋ยวเขาจะรู้สึกว่าต้องช่วยเหลือ]

16:00 น. -- อ่านหนังสือ  “On Mobile” จนเริ่มพลบค่ำ .. กินขนมและมะม่วงอีก .. เหลือไว้เผื่อวันพรุ่งนี้สองก้อนกับสองลูก .. ยังหิวอยู่ .. เห็นมดเดินไปมา .. นึกถึงคำที่เคยบอกกับเพื่อนบัวทองตอนวางแผนกันเรื่องจะไปเที่ยวลาวว่า “เดินทางไปก็กินมดระหว่างทางไป” จึงลองกินมดดำตัวเล็กๆ นั้น .. รสชาดไม่เลว พอแก้หิวได้นิดนึง จับกินต่ออีก 3-4 ตัว แล้วรู้สึกสงสาร (มดและตัวเอง) จึงเลิก   ..  มองดูต้นไม้ที่ตั้งเด่นตรงหน้า  แล้วพาลนึกไปว่า นี่เปรียบเหมือนต้นโพธิ์  แล้วก็เปรียบตัวเราเป็นเหมือนพระพุทธองค์ที่กำลังทรมานตัวเองเพื่อให้ค้นพบ   หากแต่ ความจริงก็คือ การอยู่อย่างอดอยากของผมไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อบำเพ็ญเพียรเหมือนอย่างพระพุทธองค์  เพียงแต่อยากประหยัดตังค์

18:00 น. -- เห็นเสื่อ (สาด) เก่าๆ ผืนใหญ่ตกอยู่ จึงเอามาปูบนก้อนหินใหญ่ เตรียมนอน ..  [โขดหินนั้น ในยามน้ำหลาก เป็นส่วนหนึ่งของลำน้ำโขง  ดังนั้น ผมจึงมั่นใจว่า ที่ดินตรงนี้ ไม่ใช่สมบัติของรีสอร์ท ผมย่อมมีสิทธิ์นอนในที่สาธารณะและที่อันเป็นธรรมชาติตรงนี้] ..   พลบค่ำ สะพานมีไฟแสงสี   ผู้คนเดินและออกกำลังกายริมฝั่งสะพาน   นึกอยากจะเดินไปดู  แต่รู้สึกว่าไกล จึงไม่ไป .. เจอคนมาหากุ้ง  พวกเขาคุยกันว่าไม่มีไม้ขีด  เราบอกว่าเรามี และเอาให้เขา  เขาขอบใจและบอกว่าจะเอามาคืน  แต่ท่าทางดูยังกลัวๆ เรา .. ไม่ค่อยอยากพูดกับเราเท่าไร ..  มืดมาผมจึงลงอาบน้ำในลำน้ำโขง   เข้านอน .. โดยที่กลุ่มคนหากุ้งก็ยังหาอยู่ตามริมตลิ่ง   ยุงค่อนข้างเยอะ ผมใช้หมวกไอ้โม่งคลุมหัว ห่มผ้าอย่างดี ร้อนหน่อย แต่ก็หลับได้สบายๆ

จุดที่ผมพักนอนและถูกจับ

ดู จุดพักนอนและถูกจับ ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

ถ้าดูแผนที่ข้างบนไม่ได้โปรดคลิกที่ลิงค์นี้

23:00 น. -- (ไม่แน่ใจว่าเวลานี้หรือเปล่า)  มีกลุ่มคนมาปลุก   “ตื่นๆ”   “อย่าขยับๆ”  “อยู่นิ่งๆ” .. ผมตกใจตื่น  เห็นแสงไฟส่องมา  นึกว่าเป็นช้าง  แต่เมื่อดูดีๆ มีหลายคน และมีปืน  ‘ตำรวจนี่หว่า’ .. แล้วเขาก็ใส่กุญแจมือผม หมับ .. ผมยังนึกกระหยิ่ม .. ‘เฮ้อ ตกใจหมด  นึกว่าจะถูกช้างเหยียบ  ที่แท้ก็พวกตำรวจเข้าใจเราผิด  เดี๋ยวชี้แจงแล้วคงหาที่ให้เราพัก’  ..  แล้วพวกเขา (ประมาณ 10 คน) ก็คุมตัวผมเดินขึ้นไปข้างบน .. เก็บข้าวของเครื่องนอนผมยัดใส่กระเป๋า  ..  ระหว่างทางตำรวจคนหนึ่งบอก “มึงเดินดีๆ นะ  กูเตะขามึงล้มเด๋” (พูดภาษาลาว) .. ‘แหม  คุณตำรวจ น่าจะพูดเพราะๆ กว่านี้หน่อยน้า’ ผมคิดในใจ

เขาพาเดินเข้าอาคารข้างบน  ผมจึงได้รู้ว่า นี่คือค่ายตำรวจโพนทอง  จากนั้นผมก็ถูกซักถาม  พร้อมกับกระเป๋าถูกรื้อดูอย่างละเอียดยิบ  แม้แต่ภายในเครื่องโทรศัพท์ที่มีอยู่ 2 เครื่อง (เครื่องนึง I-mobile S281 ไว้สำหรับโทร  อีกเครื่อง  PhoneOne 501 ไว้ถ่ายรูป)  ก็ถูกแกะแบตเตอรี่ดูหมด   .. ตำรวจสอบถามทั้งเรื่องประวัติและเรื่องการเดินทาง และบันทึกลงแบบฟอร์ม โดยเขียนอย่างเชื่องช้า .. บรรยากาศเริ่มดูดีขึ้น  เมื่อเขาตรวจสิ่งต่างๆ ในกระเป๋าและไม่พบอะไรผิดกฏหมาย  หากแต่พบสิ่งแปลกๆ  เช่น หัวลูกโลก, ป้ายเขียนบอก “ถึงเวลามนุษย์ทั้งโลกรักกัน ถึงเวลารวมทุกประเทศบนโลกเป็น ประเทศโลก”, กล่องถุงยางอนามัยเก่าๆ ที่พกมาหลายปีโดยไม่มีโอกาสได้ใช้, รูปสาวในกระเป๋าสตางค์, และเงินที่เหลืออยู่ในกระเป๋า 1,140 บาท  .. ผมขอให้ตำรวจนายหนึ่งเอา PhoneOne 501 ถ่ายรูปกุญแจมือที่ติดหลังผม เขาก็ถ่ายให้ (ตำรวจหลายคนดูเริ่มเป็นมิตร แต่หลายคนก็ยังดูไว้ฟอร์ม) .. เขาไขกุญแจมือออกข้างนึง เพื่อให้เซ็นต์และแปะโป้ง  พร้อมคืนกระเป๋าสตางค์ให้  .. ผมก็เก็บเข้ากระเป๋ากางเกง และนึกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย ..  ผมเอา PhoneOne ถ่ายมือด้านที่ยังคากุญแจมืออยู่  และขอเขาว่า ถ่ายรูปพวกเขาด้วยได้ไหม  แต่เขาไม่อนุญาต ..  จากนั้น เขากลับมาใส่กุญแจมือผมอีก  พร้อมทั้งเอากระเป๋าสตางค์ผมคืน   เก็บของทุกอย่างไว้ในกระเป๋าเดินทางผม  แล้วพาผมออกนอกห้อง (ก่อนออกเขาขอน้ำในขวดเล็กที่ผมกรอกน้ำประปามาจากโรงแรมไปกินด้วย) ...

... แล้วก็พาขึ้นรถปิคอัพ   ให้ผมนั่งข้างหลังพร้อมตำรวจ 2 นาย  .. ผมก็สงสัยอยู่ว่าจะพาไปบ้านพักรับรองหรืออย่างไร .. ตำรวจก็คุยดี ถามถึงสถานการณ์เสื้อเหลืองเสื้อแดง ..  แล้วรถก็ไปจอดหน้าสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีรั้วกำแพงที่สูงกว่ารั้วปกติอยู่สักหน่อย  มีธงอะไรต่างๆ ปักไว้หลายอันใกล้ๆ ประตูทางเข้า .. ดูสภาพก็พอเดาออกว่าเป็น เรือนจำ ... ระหว่างรอคนข้างในเปิดประตู  ตำรวจนายหนึ่งพูดเหมือนเยาะๆ เป็นภาษาไทยว่า “ที่นี่ที่ไหนเอ่ย”

แล้วพวกตำรวจโพนทองก็พาผมเข้าไปด้านในเรือนจำ (รู้ภายหลังว่าคือ เรือนจำแห่งแขวงจำปาสัก) .. ข้างในมีศาลาหลังหนึ่งซึ่งมีพวกตำรวจที่อยู่นอกเวลาราชการนั่งดูทีวี (ช่องไทย) กันอยู่ประมาณ 10 กว่าคน .. คนที่เป็นหัวหน้านั่งเด่นอยู่ที่เก้าอี้ตรงกลาง .. หัวหน้านั่นสั่งให้ผมนั่งลงกับพื้น .. ผมก็ยอมนั่งลง (แต่ไม่ยอมยกมือไหว้หรอกนะ) .. เขาก็ถามเรื่องราวด้วยภาษาโหดๆ หน่อย เชิงไม่ค่อยให้เกียรติว่างั้นเถอะ .. ผมก็ตอบๆ ไป โดยไม่ได้รู้สึกซีเรียสเท่าไร .. พอถามถึงจุดนึงว่า ทำไมผมถึงไปนอนที่โขดหิน  ผมบอกว่าเพราะผมมีเงินมาเที่ยวน้อย  มีเงินเหลืออยู่พันกว่าบาท .. ตำรวจคนหนึ่งตรงเข้ามาตบเข้าไปเกือบถูกเบ้าตาผม พร้อมกับพูดว่า “มึงมาเที่ยวคือมีเงินน้อยแท้” .. แม้จะไม่แรงมากแต่เจ็บทั้งกายและใจ .. ความรู้สึกผมเริ่มเปลี่ยน .. ‘นี่พวกมรึงเป็นตำรวจหรือโจรกันแน่ฟะเนี่ย’ .. ผมไม่โต้ตอบ แต่คิดว่า ‘มีเงินน้อยกรูก็ยังอุตส่าห์เอามาช่วยอุดหนุนการท่องเที่ยวประเทศคุณนะว้อย’ .. ตำรวจคนอื่นส่งเสียงห้ามตำรวจคนนั้น (น่าจะเพราะสงสารผม ... มันก็น่าสงสารอยู่หรอก .. ตัวคนเดียว ถูกใส่กุญแจมือ .. ตูจะเอาอะไรไปสู้กะมรึง .. ต่อให้ตูมีสิทธิ์สู้ตูก็ไม่สู้ เพราะตูไม่ใช่คนสู้คน แต่ตูคือ คนที่สู้กับความไม่รู้ของคน)

สอบถามเสร็จ  เขาให้ตำรวจคุมตัวผม บอกว่า เอาไปเข้า “ห้อง 5” ..  สั่งให้ผมถอดรองเท้า .. สวมกุญแจมือใหม่ของเรือนจำ และคืนกุญแจมือเก่าให้ตำรวจโพนทอง ..  ผมเดินเข้าอาคารคุก ผ่าน “ห้อง 3”, “ห้อง 4” .. เห็นนักโทษข้างในจำนวนมากชะเง้อหน้ามองออกมา ด้วยสายตามที่ผมอดหวาดหวั่นไม่ได้ .. แล้วก็ถึง “ห้อง 5” .. ตำรวจไขประตู .. ส่งผมเข้าไปแล้วปิดประตู แล้วค่อยยื่นกุญแจให้นักโทษคนหนึ่งเพื่อให้ใช้ไขกุญแจมือผม  เมื่อไขเสร็จนักโทษผู้นั้น (หัวหน้านักโทษในห้อง) ก็ยื่นคืนกุญแจและกุญแจมือให้ตำรวจนายนั้นเอากลับไป

เอาล่ะสิ .. บัดนี้  ผมอยู่ในห้องขัง ... เกิดมาไม่เคยคิดว่าจะถูกขังจริงๆ .. วันนี้ โดนเข้าจริงแล้วรึนี่ .. นี่มันคุกจริงๆ นะนี่ ..  พวกตำรวจโพนทองเขาแก้เขินที่คุมตัวผมแล้วไม่เจออะไรผิดกฏหมาย ด้วยการให้ผมมาถูกขังอยู่ในคุกเลยเชียวรึเนี่ย !! ..

สภาพห้องนั้น เป็นห้องขนาดประมาณ 4x7 เมตร  มีนักโทษนอนกระจายกันอยู่เกือบเต็มห้อง ซึ่งฟากหนึ่งจะมีการปูไม้ยกสูง และมีคนนอนอยู่ทั้งด้านบนและด้านล่าง (ใต้เตียงว่างั้นเถอะ) ..  รู้ภายหลังว่ามีอยู่ทั้งหมด 28 คน .. นักโทษในห้องบอกให้ผมนอนบนพื้นปูนที่เหลือเป็นช่องว่างอยู่หน่อยนึงกลางห้อง .. ผมนอนลงด้วยความตื่นเต้นแกมดีใจนิดๆ ที่ได้สัมผัสคุกของจริง [จะดีใจทำบ้าไรฟะเนี่ย มึงติดคุกนะเฟ้ย เสียชื่อวงศ์ตระกูลหมด] .. โอ คุกเป็นเยี่ยงนี้นี่เอง .. แต่ก็รู้สึกหวาดหวั่นพอสมควร .. นึกถึงหนังเรื่องที่ชื่อ แมรี่ อะไรเนี่ยแหละ ที่พระเอกถูกตำรวจสงสัยเลยต้องเข้าห้องขังแล้วก็ไปเจอนักโทษชายตัวเบ้อเริ่มนอนกอด .. แล้วไอ้คุกนี้มันจะเป็นไงเนี่ย .. นักโทษแต่ละคนก็นอนถอดเสื้อ หน้าตาก็ดูยังไม่ค่อยเป็นมิตร .. บางคนก็ลุกมาเข้าห้องน้ำ  เดินผ่านผมไปมา อย่างน่าหวาดเสียวว่าเขาจะเตะปากรับน้องใหม่หรือเปล่า .. ตัวผมเองก็ปวดฉี่นิดๆ แต่ไม่กล้าไปเข้าห้องน้ำ เพราะมันมืด และเหมือนมีคนเข้าอยู่ตลอด .. ส่วนห้องนอนนั้นโชคดีที่เปิดไฟไว้ทั้งคืน .. นักโทษคนหนึ่งมีน้ำใจ  บอกให้ผมหยิบเบาะใบเล็กๆ มารองหนุนเป็นหมอน

ผมได้แต่นอนกอดอกอยู่นิ่งๆ .. หลับตาแต่สมองไม่หลับ  คิดอยู่นั่นแหละ ว่านี่มันชะตากรรมอะไรของกรู .. ความหิวที่สืบทอดมาตั้งแต่ยามค่ำคืนก็ยังคงหิวอยู่ .. ท้องกรูจะเป็นอย่างไรเนี่ย .. ชีวิตที่คิดจะทรมานตนเองคงเทียบไม่ได้กับการถูกทรมานด้วยอำนาจของมนุษย์บางกลุ่ม .. การเลือกอยู่กับธรรมชาติและเสี่ยงกับภัยจากธรรมชาติ ยังไม่ร้ายแรงเท่าภัยที่มนุษย์กลุ่มนี้หยิบยื่นให้  ..  ผมไม่ได้นึกโทษเจ้าหน้าที่เป็นรายบุคคล  แต่ผมโทษระบบ .. ระบบแห่งการหล่อเลี้ยงผู้มีอำนาจ  ที่ทำให้เหล่าผู้รับใช้ก็ลุ่มหลงในอำนาจ ที่สามารถใช้กดขี่ประชาชนทั่วไปได้ .. ผมไม่ได้นึกโทษเฉพาะประเทศลาว ที่จับผม  แต่ผมโทษระบบการแบ่งประเทศทั่วโลกที่ทำให้มนุษย์ขาดเสรีภาพในการท่องเที่ยวตามสถานที่ธรรมชาติ ซึ่งควรจะเป็นสมบัติของทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

แม้จะมีความตื่นเต้นดีใจนิดๆ ที่ได้สัมผัสคุกของจริง .. แต่นั่นก็เพราะคิดว่านี่เป็นการติดคุกในช่วงเวลาสั้นๆ .. ถ้าหากต้องอยู่ในสภาพแบบนี้เป็นเวลานานคงทนอยู่ไม่ไหว .. ผมหวนคิดถึง การทำวีรกรรมต่างๆ เพื่อรวมโลกของผม .. ถ้าผมถูกจับเข้าคุกจริงๆ คงแย่ .. เห็นทีผมจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง .. กลับบ้านไปเนี่ย จะอยู่อย่างไม่หวือหวา ไม่ดิ้นรนรวมโลกซะจนขัดผลประโยชน์ใครเขา .. เอาแค่ขุดดินรูปลูกโลกที่บ้านตัวเองให้แล้วเสร็จ .. ทำมาหากินอยู่แค่ที่บ้านตัวเอง .. แล้วก็ผูกสัมพันธ์กับคนในหมู่บ้านให้เข้มแข็ง เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐใดๆ มารังแก

ราตรีนั้นช่างยาวนาน .. ผมได้ยินเสียงไก่ขันหลายรอบ  และเสียงเขาเคาะสัญญาณระฆังหลายรอบ  แต่ยังไม่เห็นแสงอาทิตย์โผล่ลอดช่องหน้าต่างมาเสียที  .. ภาวนาให้สว่าง เพราะเชื่อว่าเขาน่าจะปล่อยผมในวันรุ่งขึ้น เนื่องจากไม่มีความผิด และ Border pass ผมก็หมดอายุในวันศุกร์นั้นด้วย .. ตัวผมก็จะได้กลับไปบ้านทันภายใน 13 พ.ค. ตามที่บอกกับพ่อแม่  และจะได้ไม่ต้องบอกความจริงว่ามาติดคุก อันจะทำให้พ่อแม่ตำหนิว่า “ไหนคุยว่าลูกเก่ง” .. และจะพาลจำกัดเสรีภาพในอนาคตต่อไป

ภาพ ห้อง 5


ศุกร์ 11 พ.ค. 2555
ยังไม่ทันสว่างดีนัก   นักโทษรายหนึ่ง (ซึ่งเหมือนจะชอบเดินมาจ้องหน้าผมแล้วทำหน้าตากวนๆ) ถามเพื่อนอีกคน “ได้เวลาแล้วเนาะ”  ก่อนที่จะกล่าวบอกคนอื่นๆ ว่า  “พี่น้อง ตื่นๆ เฮ็ดเวียก (ทำงาน) ได้แล้ว” .. ทุกคนก็ค่อยๆ ตื่นขึ้นมา  .. เว้นแต่นักโทษชายสองคนที่ยังนอนกอดกันอยู่ .. ‘เฮ้อ โชคดีวะ อย่างน้อย ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้วิปริต’ ..  แล้วทุกคนก็พากันเข้าทำงานของตน  ซึ่งก็คือการสานแห  ..  หมอนที่ผมเอานอนหนุนเมื่อคืน ก็เป็นหมอนรองก้นตอนเขานั่งสาน  ซึ่งบางครั้งเขาก็ใช้รองฝ่าเท้า .. เฮ้ออ

สักพัก  เจ้าคนหน้ากวนๆ มาทักทายผม   ถามไถ่เรื่องราว  และแนะนำตัวเองว่า ชื่อ ต๋วน .. คำพูดประจำตัวเขาคือ  “ต๋วนพูดได้หมด ไทย ลาว อังกฤษ”, “ต๋วนเก่งไหมพี่”,  “ต๋วนหล่อไหมพี่” .. บางครั้งก็คุยจนดูน่าหมั่นใส้  แต่เขามีความดีที่สำคัญกับผม นั่นคือ หาแปรงสีฟันมาให้ผมยืมใช้  

ตอนสว่างค่อยเห็นสภาพห้องชัดเจน   ชั้นที่ปูพื้นไม้แบบยกพื้นนั้น เป็นรูปเกือกม้าอยู่ด้านหนึ่งของห้อง  โดยที่ฝั่งหน้าห้องและหลังห้องจะมีถังอะไรต่างๆ ยัดไว้เต็มอยู่ข้างใน  ดูรกมาก  ส่วนตรงกลางจะเว้นที่ให้นักโทษบางคนเข้าไปนอน (ไม่เช่นนั้นที่นอนก็ไม่พอกัน)   ฝั่งที่ไม่มีการยกพื้นก็จะมีนักโทษปูเสื่อนอนตั้งแต่หน้าประตูทางเข้าจนเลยช่วงกลางห้อง .. เว้นแต่ส่วนหน้าห้องน้ำที่จะมีการเรียงขวดน้ำดื่มไว้จำนวนมาก น้ำในขวดก็คือน้ำประปา ที่เขากรอกไว้ใส่ขวดพลาสติกที่ไม่สามารถระบุอายุการใช้งานได้  ..  กลางห้องมีการขึงลวดตากผ้าไว้สองเส้น เนื่องจากไม่สามารถออกไปตากผ้านอกห้องได้  ห้องที่ดูมืดด้วยไฟหลอดเดียวจึงดูมืดและอับไปใหญ่ .. ห้องน้ำมีประตูที่ผุพัง  ขนาดแค่ประมาณ 2x2 เมตร  ด้านในมีอ่างใส่น้ำอาบ และมีห้องส้วม 2 ห้อง (แน่นอนว่าไม่ใช่แบบชักโครก) .. ห้องหนึ่งเขาว่าส้วมเต็ม  ให้ฉี่ได้อย่างเดียว .. ส่วนไฟในห้องน้ำเขาบอกว่าพึ่งเสียเมื่ออาทิตย์ก่อน

สายมาหน่อย  คนเริ่มหากาแฟกิน  เขามีกระติกน้ำร้อนเก่าๆ อยู่ 3 อัน  เทใส่แก้วพลาสติก  แล้วก็เอาซองกาแฟนั่นแหละเป็นช้อนคนกาแฟ .. ผมเองก็ยังหิวไม่หาย .. ต๋วนบอกผมว่า รอหน่อยนะพี่  เดี๋ยว 8 โมงก็ได้กินข้าว  ที่นี่มีอะไรกินดี ไม่อดอยากเหมือนคุกห้องอื่น ..  แต่แล้ว 8 โมงก็ไม่มีอะไรกิน  นักโทษบางคนคุ้ยข้าวเหนียวที่ดูเก่าแก่ห่อใหญ่ออกมา .. หลายคนมากิน .. ผมขอเขากินนิดหน่อย .. บูดนิดนึง แต่ยังดีกว่าไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย

9:30 น.
ตำรวจมาตามตัวผมไปพบเจ้านาย .. ผมไปนั่งในห้อง .. มีตำรวจที่น่าจะระดับสูงพอสมควรอยู่ 2 คน .. ครั้งนี้ดีหน่อย เขาให้ผมนั่งเก้าอี้ .. เขาเปรยว่า  เรียกมาจะปล่อยตัวเด๋นี่ .. ผมคุยกับพวกเขาอย่างแจ่มใส .. เขาถามประวัติทุกอย่าง .. แต่จดช้ามากเหมือนเดิม .. ครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ที่ถูกถามและถูกจดบันทึกประวัติด้วยคำถามที่ซ้ำๆ กัน เกี่ยวกับว่า ผมอยู่บ้านไหน มาลาวยังไง เรียนอะไรมาบ้าง .. ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมบอกว่า ผมจบปริญญาโทที่สหรัฐ (โดยไม่ได้บอกว่าเคยเป็นผู้สมัครผู้ว่า กทม. เพราะไม่คิดว่าจะมีประโยชน์ต่อการปล่อยตัว) .. เขาก็คุยเหมือนว่าใกล้จะปล่อยผมแล้ว  ผมพยายามย้ำกับเขาว่า รถเที่ยวสุดท้ายออกตอน บ่าย 3 ครึ่ง  

แล้วตำรวจก็พาผมกลับเข้าห้องขัง .. เป็นเวลาที่พวกนักโทษกำลังกินข้าวเช้าพอดี  ผมได้ร่วมกินด้วย  มีข้าวเหนียวและกับนิดหน่อย  กินไม่พออิ่ม  แต่ผมก็ไม่ต้องการอิ่มมากอยู่แล้ว เนื่องจากกลัวมีปัญหาระบบขับถ่าย

พอกินข้าวเสร็จ สักพัก พวกนักโทษก็บอกว่า เป็นเวลาพักของตำรวจ  จะเริ่มงานอีกทีบ่าย 2   ผมก็ต้องรอลุ้นหลังบ่าย 2  จนบ่าย 3 ครึ่ง  ข้าวรอบเย็นถูกนำมาส่ง   ผมกินเสร็จก็ยังเฝ้ารอต่อไป  เพราะยังหวังว่า ถึงไม่ทันรถทัวร์  ก็ยังน่าจะทันรถโดยสารไปช่องเม็ก  แล้วค่อยหารถอะไรต่อไปอุบลก็ได้  .. ช่วงที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาหานักโทษรายหนึ่ง  ผมยกมือไหว้  และบอกว่า “ผมไหว้หละครับ  ช่วยให้ผมได้ออกไปวันนี้หน่อยเถอะ  พ่อแม่ผมรอผมอยู่”  แต่เขาบอกว่า “เขามีหน้าที่แค่คุมขัง  ไม่มีอำนาจสั่งปล่อย” .. (เจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งก่อนหน้านั้นบอกว่า  ของเจ้ามื้ออื่น  (พรุ่งนี้)  แต่พรุ่งนี้มันคือวันเสาร์  ซึ่งนักโทษคนอื่นบอกว่า พวกเจ้าหน้าที่หยุดงาน   แม้แต่ของจากญาติก็มาส่งไม่ได้)

รอจนบ่าย 4 ก็แล้ว บ่าย 5 โมงก็แล้ว  ไม่มีใครมาเรียก .. จากความตื่นเต้นที่ได้สัมผัสคุก  กลายเปลี่ยนเป็นความกังวล  ..  แต่แล้ว  เมื่อหมดสิทธิ์จริงๆ ก็เริ่มปลง .. เปลี่ยนแผน .. ถ้าได้ออกพรุ่งนี้ (วันเสาร์) จริง ก็ยังทัน  หรือถ้าได้ออกวันจันทร์  ก็จะรีบโทรหาพ่อแม่ทันทีที่ได้ออกจากคุก เพื่อไม่ให้ต้องเป็นห่วง (รวมถึงอาจจะโทรหาใครบางคนเป็นโอกาสสุดท้ายด้วย)  … อีกอย่าง ถือซะว่าอยู่เรียนรู้คุกลาวและคนลาวโดยไม่ต้องใช้เงิน ..  คิดได้ดังนี้ก็ค่อยสบายใจขึ้นมานิด  

คืนนั้น หาโอกาสปล่อยหนัก .. ประมาณ ตี 2 ตื่นขึ้นมา กินน้ำหมดไป 1 ขวดเต็มๆ  แล้วเข้าส้วม  ..  สำเร็จ เย้   (มันยากมากเลยนะ กับการหาโอกาสเข้าส้วม   ตอนกลางวันกลางคืน  มันเหมือนมีคนเข้าอยู่ทั้งวัน   ..  ยิ่งวันนี้ตอนกลางวันน้ำไม่ไหล .. ใครอยากใช้น้ำต้องออกแรง ใช้ปากดูดจากก๊อก ..  ระบบประปาที่นี่เป็นอย่างนี้แทบทุกวัน)

เสาร์ 12 พ.ค. 2555
ตื่นเช้าขึ้นมา  อยากคิดว่าฝันไป .. อยากคิดว่านี่คือบ้านที่เพียงติดเหล็กดัดและปิดประตูไว้ โดยเราสามารถเปิดประตูออกก็จะเห็นแสงสว่างภายนอกให้สามารถไปวิ่งเล่นได้ .. แต่ความจริงก็คือ  ผมติดคุก .. คุกซึ่งมีกฏระเบียบมากมาย  จะพูดดังก็ไม่ได้ ร้องเพลงดังก็ไม่ได้ ตดเสียงดังก็ไม่ได้ แม้แต่ใครนอนกรนดังก็ถูกเวรยามปลุกขึ้นมา ที่นั่งในห้องก็จำกัด อยู่ตรงไหนก็ดูเหมือนจะกีดขวางทางเขาทำงานสานแหไปหมด เดี๋ยวก็โดนเขาบอกให้ไปนั่งตรงโน้นตรงนี้ .. อนาถนัก ..  ผู้ที่รักเสรีภาพเป็นที่สุด กลับถูกจำกัดเสรีภาพในระดับสูงสุด

วันนี้เป็นวันที่เริ่มรู้จักนักโทษในห้องเพิ่มขึ้นมาอีกหลายคน .. คนแก่สุดในห้องนี้  อายุประมาณ 50 กว่าปี  มีอยู่ 3 คน  .. คนเด็กสุดอายุ 14 ปี (ใช่แล้ว  เป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่ง) ถูกจับด้วยข้อหาลักสายไฟ  เด็กคนนี้บอกว่า ถูกผู้ใหญ่บ้านใส่ความ เดี๋ยวออกไปจะไปจุดไฟเผาบ้านผู้ใหญ่ (แต่คงพูดเล่น)  ติดคุกมาแล้ว 2 อาทิตย์  เห็นคนเขาบอกว่ามาตอนแรกๆ เอาแต่ซึมและร้องให้  แต่วันนี้ที่ผมเห็นเขาดูร่าเริงดีพอสมควร .. ขยันฝึกสานแหด้วย .. ที่น่าแปลกคือ ในห้องนี้มี กระเทย ด้วย .. ไม่ใช่กระเทยธรรมดา  เสริมนมแล้วด้วย  เธอรู้สึกจะชื่อ สุรินทร์  อากัปกิริยาของเธอดูประหนึ่งผู้หญิง ซะจนผมให้นึกหวาดหวั่นว่า ขืนให้กรูอยู่คุกนานๆ จะพาลเห็นนายคนนี้สวยเข้าได้นะเนี่ย กรึ๋ยย ... สุรินทร์ รวมทั้งนักโทษชายอีกหลายคนในห้องนี้ (รวมถึงต๋วน) เป็นลูกคนรวย  พ่อแม่เลี้ยงดูดีมาก จนติดยาบ้า แล้วพ่อแม่ก็ทนไม่ได้ แจ้งตำรวจให้มาเอาลูกตัวเองเข้าคุก .. ผมก็ยังงงอยู่ว่า พ่อแม่ทนให้ลูกตัวเองอยู่ในสภาพแบบนี้ได้ยังไง และตัวลูกเองก็ทนอยู่ได้ยังไง .. ไอ้ต๋วนบอกผมว่า นี่เป็นแค่ห้องฝาก ไม่ใช่คุก  ถ้าเป็นคุกจริงต้องข้างในนู่น  ..  โอ .. ถ้าหากว่าที่นี่สบาย แล้วที่ที่ลำบากมันจะขนาดไหน .. น้องอีกคนหนึ่งชื่อหมู ซึ่งเรียนจบ ป.ตรี ด้านกฏหมาย แต่ติดคุกเพราะคดีทางแพ่ง (ไม่มีเงินใช้เขา) เป็นคนที่เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ผมฟังเยอะที่สุด น้องหมูบอกว่า อยู่คุกในนั้น นอนไม่มีที่จะขยับ ศอกชิดศอก  ร้อนมากๆ  ผมยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อ

ในห้องนี้มีนักโทษคดีอุกฉกรรจ์และพึ่งเข้ามาก่อนหน้าผมไม่นานอยู่คนหนึ่ง  เขาชื่อบุญ .. บุญเป็นคนที่ศรัทธาประเทศไทยมาก และต่อว่าลาวตลอด คำพูดประจำตัวเขาคือ “ลำบากจังเล้ย” .. บุญเคยเข้าคุกหลายแห่ง ทั้งที่เมืองไทยและเมืองลาว  และสรุปว่า คุกที่จำปาสักนี่คือคุกที่โหดร้ายที่สุด .. ยิ่งครั้งนี้บุญเข้าคุกโดยขับรถล้ม หน้ามีแผลเย็บเต็ม  แต่ตำรวจไปจับตัวมาจากโรงพยาบาล โดยที่ไหมบนไปหน้าจำนวนมากก็ยังไม่ได้ตัดซะที ทำให้บุญอยู่อย่างน่าเอน็จอนาถ  ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อบุญพยายามจะคุยกับผม ก็ถูกห้าม .. หัวหน้าห้องห้ามเราคุยกัน เพราะกลัววางแผนอะไร

สมพงษ์เป็นนักโทษอีกคนที่น่าสนใจ  ผ่าตัดหัวและท้อง  เมื่อวันศุกร์ โอดครวญ ปวดท้อง ร้องให้  ผมพยายามเข้าไปช่วยดูแล   แต่พอตกค่ำ  รู้ว่าไม่ได้รับการปล่อยตัวออกไปแน่แล้ว  น้องพงษ์ก็เลิกร้องครวญคราง .. เพื่อนๆ เขาพากันแซวว่า ท้องนี้ มันรู้เวลาปวดแท้น้อ

น้องๆ ที่นิสัยดีอื่นๆ อีกในห้องก็มี  หมี, เสือ, เต๋า, แล้วก็น้องอีกคนที่ดูทะลึ่งๆ แต่จริงๆ แล้วนิสัยดี .. เขาเห็นเบาะที่ผมเอาไปหนุนหัวนอน ก็ร้องว่า นั่นมันเบาะที่เขาหนุนนั่งนี่นา มิน่าล่ะ ขี้กลากขึ้นตูดเขาอยู่  แล้วก็หาหมอนใบใหม่มาให้ ..   แต่เพื่อนที่ผมชอบใจที่สุดคือ เจ้าต๊อด  อายุ 30 ปี ติดคุกเพราะเถ้าแก่ที่ตัวเองทำงานด้วยหาว่าเอารถเขาไปแล้วไม่เอามาคืน  ทั้งที่จริงๆ แล้วเถ้าแก่ให้ตนเอามาซ่อมให้ แต่ยังไม่มีอะไหล่ซ่อมได้   ต๊อดมีบุคลิกที่เหมือนจะดุ แต่เวลายิ้มยิ้มได้เต็มที่ และพูดคุยสนุก    ต๊อดมีเมียแล้ว  ต๊อดกับเมียชอบพากันไปกินข้าวนอกบ้าน  ติดคุกมานี่ต๊อดคิดถึงเมียมากที่สุด  และเถียงผมว่า  คิดถึงเมียนี่มันเศร้าและห่วงยิ่งกว่าคิดถึงพ่อแม่   (ต๊อดมาเข้าคุกโดยไม่ได้ถูกใส่กุญแจมือ ตอนเข้ามาตำรวจบอกว่าเอามากักตัว 2 วัน แต่ต๊อดอยู่มาแล้ว 2 อาทิตย์)

ที่เล่าเรื่องนักโทษหลายๆ คนให้ฟังนี้  ก็เพื่อให้เข้าใจกันว่า นักโทษหลายคนไม่ได้มีนิสัยไม่ดี .. เหล่านักโทษมีความผิดที่หลากหลาย บางคนก็ไม่ได้ผิดจนถึงขั้นสมควรถูกคุมขัง .. นักโทษส่วนใหญ่มีอัธยาศัยดี มีน้ำใจ และมีความคิดใฝ่ดี .. หากแต่เขาต้องมาถูกขัง โดยขาดการดูแลเอาใจใส่ในเรื่องของสุขอนามัย .. ศักดิ์ศรีพวกเขาก็ถูกลดทอน เวลาคุยกับตำรวจเขาต้องเรียกพวกนั้นว่า “ท่าน” และเรียกแทนตัวว่า “ข้าน้อย” ..

วันนี้เป็นวันงดเยี่ยมญาติ  อาหารจึงมีน้อยจริงๆ .. อาหารจะมีให้สองเวลาคือ 10:30 น. -- กับ 15:30 น. -- อาหารที่ได้รับในแต่ละมื้อสำหรับนักโทษทั้งหมดใน “ห้อง 5” นี้ ก็คือ ข้าวเหนียว 1 ถุงใหญ่ และแกงหรือน้ำพริก ถุงเล็กๆ อีก 2 ถุง (ซึ่งไม่เพียงพอเลย กับคน 20 คน) .. ชาวห้องนี้จึงมักต้องทำมาม่าและปลากระป๋องที่ได้รับจากญาติเสริม  ..  เนื่องจากข้าวมื้อบ่ายคือ 15:30 น. -- ก่อนนอน ผมก็เลยเริ่มหิวเหมือนคนอื่นๆ  สิ่งที่ผมได้กินก่อนนอนคืนนั้นคือ มาม่าช้อนเดียว  (ซึ่งต้องแชร์ช้อนกับนักโทษคนอื่น)

อาทิตย์ 13 พ.ค. 2555
การใช้ชีวิตในคุกนั้น ทำให้ผมต้องปรับเปลี่ยนกิจกรรมเพื่อสุขภาพหลายๆ อย่างที่ผมทำเป็นกิจวัตร เช่น แปรงฟันก็เหลือแปรงแค่วันละไม่เกิน 2 ครั้ง (จากที่เคยแปรงตอนตื่นนอน ก่อนเข้านอน และทุกครั้งหลังอาหาร), ไม่มีการใช้ไหมขัดฟัน, อาบน้ำอย่างลวกๆ และอาบไม่เกินวันละ 2 ครั้ง, ดื่มน้ำน้อยๆ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเข้าห้องน้ำบ่อย (จากที่เคยฉี่วันละ 20 ครั้ง เหลือแค่วันละประมาณ 2 ครั้ง), เข้าส้วม (หนัก) ก็ไม่ได้เข้าทุกวัน วันละหลายๆ ครั้งอย่างเดิม, การออกกำลังกายก็เลิกออก (เพราะกลัวหมดแรงข้าวเหนียวที่มีให้กินแค่พอคลายหิว), ซักผ้า ก็ไม่ต้องซัก เพราะมีชุดเดียว, นอนโดยไม่ใส่เสื้อและไม่ห่มผ้าห่ม, ยอมกินมาม่าและกาแฟที่เพื่อนนักโทษหยิบยื่นให้ เพื่อคลายหิว

วันนี้  ผมขอให้คนช่วยสอนผมสานแห  มีหลายคนพยายามสอน  แต่ก็เหนื่อยกับความไม่เป็นของผม  สุดท้าย เจ้าบุญทนดูไม่ได้ มาช่วยสอน จนผมสามารถทำได้พอสมควร .. สรุปว่า บุญสานแหเป็น  แต่บุญไม่ยอมสานแหช่วยคนอื่น  .. นี่อาจจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้บุญถูกนักโทษคนอื่นๆ ปฏิเสธ .. บุญมีความคิดที่ดีพอสมควรในหลายๆ เรื่อง  แต่ก็มีความคิดในแนวทางของโจรอยู่พอสมควร เช่น บุญเห็นว่า การไปขโมยของคนรวยมากๆ ไม่ผิด  บุญเห็นว่าความผิดพลาดในครั้งนี้ คือเขาไม่น่าพลาดให้ตำรวจจับตัวได้ (แต่ไม่ได้คิดว่า เขาไม่น่าไปขโมย)  บุญเห็นว่า มอเตอร์ไซค์เขาเองยังถูกขโมยหลายคัน ดังนั้น เขาก็มีสิทธิ์ไปขโมยของคนอื่นเหมือนกัน  

กลางดึกคืนนี้  หัวหน้าร้องขึ้นมาให้คนไปดูเจ้าบุญในห้องน้ำ  ว่าทำไมหายเข้าไปนาน .. ทุกคนหาว่าบุญจะเข้าไปฆ่าตัวตาย  เพราะแอบเอาผ้าคาดเอวเข้าไปสองผืน .. เมื่อบุญออกมาก็โดนต่อว่าอยู่พักใหญ่กว่าจะได้นอนต่อกัน

ลืมบอกไปว่า หัวหน้าห้องจะค่อนข้างได้รับสิทธิพิเศษ  มีผ้านวมบางๆ รองนอน และกางมุ้งนอนพร้อมกับพรรคพวกก๊วนหัวหน้า  โดยมีสุรินทร์ (กระเทย) นอนเคียงข้าง .. ส่วนคนอื่นๆ ส่วนใหญ่ก็จะมีแค่สาดรองนอน และไม่มีที่ให้กางมุ้ง (นอนช่วยกันเฉลี่ยเลือดให้ยุง) .. อืมม ในคุกก็ยังไม่เท่าเทียมแฮะ

จันทร์ 14 พ.ค. 2555
ตื่นเช้ามา  หัวหน้าห้องรายงานผู้คุมเรื่องเมื่อคืน   ผลก็คือ ไอ้บุญถูกส่งเข้า “คุกใน”
บักเด็กน้อยตื่นมาบ่นว่า “อยากเมือเด้” (อยากกลับบ้านจังเลย) หลายครั้ง .. แล้วพอตกบ่าย  เจ้าเด็กน้อยได้กลับบ้านจริงๆ  ทุกคนอวยพรว่า “อย่ากลับมานี่อีกเด้อ”

ผมเองตื่นมาด้วยความหวัง  พร้อมด้วยความสะเทือนใจ .. เป็นวันที่ผมร้องให้วันแรกในรอบ น่าจะ 1 ปีได้ .. ผมน้ำตาไหลตั้งแต่ตื่นมาใหม่ๆ .. ผมคิดห่วงพ่อแม่ว่าจะชะเง้อรอคอยลูกกลับตามที่บอกไว้ในจดหมาย (ยังดีที่ผมเขียนผิดนิดนึง บอกว่า 13 หรือ 14 ทั้งที่ความจริงผมตั้งใจแน่ๆ ว่าจะกลับให้ทันภายในคืนวันที่ 13) ..     และแล้วก็เหมือนหวังจะเป็นจริง  ประมาณ 9 โมงครึ่ง ผมถูกเรียกไปสอบอีกครั้ง  คราวนี้ผมต้องนั่งกับพื้น  มีคนสอบสวน 2 คน  แต่คราวนี้ถามและจดบันทึกคนเดียว  คำถามยังคงเป็นคำถามเดิมๆ  ระหว่างที่ถามก็สูบบุหรี่ไปด้วย  [ผมอยากถามท่านเหลือเกินว่า  การที่ท่านพ่นบุหรี่ให้ผมได้ดมด้วย กับการที่พวกเสพยาบ้าเขาแอบเสพของเขาโดยผมไม่ต้องรับเคราะห์ด้วย  การกระทำไหนผิดกว่ากัน]  .. คราวนี้ มีคำถามเพิ่มขึ้นมา คือ เบอร์โทรพ่อแม่และเบอร์บ้านเบอร์อะไร  เบอร์พี่ๆ ที่บันทึกไว้ในเครื่องใช้ชื่อว่าอะไร .. ผมเข้าใจว่าเขาจะโทรเช็คถามว่าใช่พ่อแม่กงจักรหรือเปล่า และพอรู้ว่าใช่ ก็จะปล่อยตัวในทันที .. ผมถามย้ำเขาว่าจะได้ปล่อยในวันนี้หรือไม่  เขาบอกว่า ถ้าทันก็ได้ปล่อยในวันนี้  ประโยคสุดท้ายที่คุยกันนั้นพูดถึงพ่อแม่ จนผมหลั่งน้ำตาต่อหน้าสองคนนั่น .. น้ำตาซึมตอนถ่ายรูปต่อจากนั้น .. และยังไหลซึมต่อเนื่องจนถึงประตูหน้าคุก “ห้อง 5”  ….  ผมคิดไปว่า ‘คุณจะใช้คำพูดยังไงพูดให้พ่อแม่ผมเข้าใจว่าลูกเขาถูกคุมขังอยู่’

แต่แล้ว  วันนั้น  รอจนเย็น ก็ยังไม่มีข่าวคราวว่าผมจะได้กลับบ้าน .. ผมเริ่มเปลี่ยนจากอารมณ์สะเทือนใจ เป็นอารมณ์แค้น .. มันเกินไปแล้ว  ถ้าเลยวันนี้ไปก็คือผมกลับบ้านไม่ทันตามที่บอกพ่อแม่ .. ความรู้สึกของพ่อแม่นั้นย่อมจะต้องกังวล .. และถ้าพวกเขาบอกให้พ่อแม่ผมเดินทางมา แล้วเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นมาระหว่างทาง ครอบครัวที่อบอุ่นของผมคงต้องแตกสลาย .. ผมนึกแค้นคนเหล่านี้  และตั้งใจว่า สมมติว่า ถ้าได้รับการปล่อยตัวในวันรุ่งขึ้น  จะไม่มีรอยยิ้มให้คนพวกนี้อีกแล้ว  (เพื่อแสดงออกให้รู้ซะบ้างว่า คุณทำกับผมเกินไปแล้ว)

อังคาร 15 พ.ค. 2555
เช้าวันนี้  หัวหน้าห้องถูกสั่งให้เข้าไปอยู่คุกใน   แกพยายามอ้อนวอนว่าถ้าเขาไปอยู่แกต้องติดพยาธิตายแน่ เพราะสุขภาพแกไม่แข็งแรง  แต่ไม่เป็นผล

จากนั้น ตำรวจก็มาเรียกคนเข้าคุกในอีก 5 คน .. โดยเรียกผมเป็นคนสุดท้าย .. ใช่ .. แทนที่เขาจะปล่อยผม  กลับย้ายผมเข้าไปอยู่ในคุกที่มีสภาพเลวร้ายกว่าเดิม .. (ต๊อดก็โดนย้ายเข้าคุกในพร้อมกับผมเช่นกัน .. สาเหตุเข้าใจว่า น่าจะเนื่องจากมีนักโทษใหม่จะย้ายเข้า ห้อง 5 ซึ่งปกติแล้ว ต้องมีเส้นหรือมีเงินวิ่งเต้นพอสมควรจึงจะได้ย้ายเข้าไปอยู่)

ผมเดินตามเขาไป  จาก “ห้อง 5” ไปยัง “คุกใน”  ซึ่งมีกำแพงสูงมากล้อมรอบ  เปิดประตูเข้าไป  ด้านในมีลานดินกว้าง  มีสนามวอลเล่ย์บอล  มีลานตากผ้า  มีเรือนทำกับข้าว  มีอาคารทำงานแกะสลักไม้  มีต้นไม้ใหญ่หลายต้นดูร่มรื่น  .. แต่ เสียใจ ที่ตรงนี้สำหรับนักโทษที่อยู่มานานพอสมควรแล้วเท่านั้น .. สำหรับนักโทษใหม่ต้องอยู่แต่ในห้องเกือบตลอดเวลา   ยกเว้นตอนกินข้าว  ที่จะถูกเรียกออกมานั่งกินที่ระเบียงหน้าห้องทีละกลุ่ม

ผมถูกจัดเข้าไปอยู่ในห้องที่ 1 (จากทั้งหมดน่าจะ 3-4 ห้อง)  และ อยู่ในกลุ่มที่ 3  ของจำนวนทั้งสิ้น 6 กลุ่ม   ห้องนี้มีขนาดประมาณ 3 เท่าของ “ห้อง 5” ที่ “คุกนอก”  แต่มีจำนวนคนมากกว่าถึง 5 เท่า  (มี 155 คนในตอนเข้านอน) .. ดังนั้น เวลาหัวค่ำจนถึงเข้านอนที่ห้องนี้จะร้อนเป็นพิเศษ เพราะทุกคนเข้ามารวมกัน   .. หลายคนมีฝีขึ้นตามหน้าผาก ศรีษะและลำตัว .. หลายคนบอกผมว่า ที่นี่มีคนตายหลายคนแล้ว .. และบอกว่า  อยู่ที่นี่  มีศักดิ์ศรีความเป็นคนแค่ 5%

เดิมทีผมตั้งใจว่า เนื่องจากพรุ่งนี้เป็นวันเกิดผม   ผมจะไม่สนใจกฏระเบียบมันแล้ว  ผมจะเดินออกไปหน้าห้องแล้วตะโกนว่า  “ปล่อยผมออกไปที  ผมไม่ผิด จับผมมาขังทำไม”   แม้จะต้องถูกลงโทษด้วยการใส่ “กรับเหล็ก” อันเป็นห่วงคล้องขายึดติดกับนักโทษที่ผิดระเบียบคนอื่นๆ ก็จะยอม ...  แต่ คืนนั้น มีเหตุการณ์พลิกผันนิดหน่อย   หัวหน้าใหญ่ในห้องเรียกผมไปคุยอย่างเป็นกันเอง  และให้ร้องเพลงให้ฟัง  พอผมเริ่มร้องเสียงดังทุกคนเลยบอกว่า หยุดๆๆๆ  แล้วก็วงแตก  .. ผมก็เลยเปลี่ยนใจว่า ไม่เอาแล้ว  ไม่ตะโกนแล้ว  .. อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ  ผมได้คิดว่า .. พ่อแม่ผมน่าเป็นห่วงมาก  หากการกระทำเพื่อให้สะใจของผมทำให้ผมถูกแกล้งให้ต้องติดคุกนานยิ่งขึ้น  ก็จะยิ่งทำให้ท่านทุกข์หนัก   ดังนั้น อย่าดีกว่า

ด้วยความเมตตาของพวกหัวหน้าอีกนั่นแหละ   (มีหัวหน้าคนหนึ่ง ตัวอวบๆ หน่อย ชื่อไรน้อ ลืมแล้ว  มาคุยกับผมอย่างสนิทสนมในที่ที่ผมสานแห  พร้อมกับหาแปรงสีฟันและสบู่ให้ผมด้วย)  ผมจึงได้ถูกจัดให้นอนชั้นบนของส่วนที่เขาต่อกระดานไม้เป็น 2 ชั้น   (อธิบายลำบาก  ซักวันจะวาดรูปให้ดูนะครับ) .. ไม่เช่นนั้นผมอาจต้องไปมุดนอนใต้เตียงอันดูอับและร้อนยิ่งกว่า  หรือไม่ก็นอนตามทางเดินให้เขาข้ามไปมาตอนกลางคืนเหมือนนักโทษหลายๆ คน  ... สรุปได้ว่า  ในห้องนั้น  ตอนนอน แทบไม่มีพื้นที่ผิวห้องว่า  คนนอนกันตั้งแต่ข้างในยันข้างนอก  ตั้งแต่ประตูทางเข้ายันประตูห้องน้ำ  จะเดินห้องน้ำต้องย่องเพื่อไม่ให้เหยียบหัวคน .. ชั้นบนที่ผมนอนนั้น แบ่งเป็นล็อกๆ  ล็อกของผมขนาดประมาณแคร่ใหญ่ๆ อันหนึ่ง ซึ่งต้องนอนอัดกันอยู่ 5 คน ...  มันคือความจริงยิ่งกว่าที่น้องหมูบรรยาย .. ผมแทบกระดิกตัวไม่ได้ในตอนนอน  แถมเจ้าคนข้างๆ พอดึกไปก็สลับหัวไปอีกทาง หันเท้ามาทางผม  แล้วก็เกาฝีในขาให้หล่นใส่ข้างผมน่ะแหละ  กรึ๋ยย  อีกสักพักแกก็เปลี่ยนเป็นนอนขวางตรงขาผม ทำให้ผมเหยียดขาไม่ได้  เพราะถ้าเหยียดไปก็อาจถีบเขาตกแคร่ที่สูงเกือบสองเมตรได้เลย .. ยังโชคดีที่อีกด้านหนึ่งของผมเป็นนักโทษร่างเล็กๆ ที่รักความสะอาด  เขามีผ้าเก่าๆ ไว้เช็ดกระดานไม้ก่อนนอน  .. คืนแรกนี้ผมนอนร้อนเหงื่อแตกทั้งคืน

วันนี้เป็นวันที่มีกำหนดว่าจะต้องส่งงานแปลให้ลูกค้าคนหนึ่งด้วย .. จนปัญญา .. ไม่สามารถทำอะไรได้เลย

ภาพ สภาพโดยรวมของคุกใน


ภาพ ภายในห้อง 1 ของคุกใน


พุธ 16 พ.ค. 2555
วันนี้เป็นวันเกิดของผม .. วันเกิดที่ผมต้องร้องเพลง Happy Birthday ให้ตัวเองเงียบๆ คนเดียวในคุก .. วันเกิดที่ผมไม่มีสมาชิกครอบครัวอยู่ร่วมฉลอง .. วันเกิดที่ผมครุ่นคิดกังวลว่าป่านนี้ พ่อแม่ผมจะคิดว่าลูกเป็นอยู่อย่างไร .. วันเกิดที่ผมร้องให้นับครั้งไม่ถ้วน .. ไม่ว่าจะฮัมเพลงอะไรในใจก็ชวนให้น้ำตาไหลร่วง

อาหารที่กินในคุกในนี้   จำกัดอย่างแท้จริง ..  2 มื้อคือ 2 มื้อจริงๆ   แต่ละมื้อนักโทษแต่ละคนจะได้รับข้าวเหนียวก้อนเท่ากำปั้นก้อนนึง   บางที กับข้าวก็คือถ้วยน้ำพริก  ที่จิ้มๆ กันไม่ทันจะข้าวเหนียวหมดก้อนก็น้ำพริกหมด  .. ผักแทบจะหาไม่ได้ นอกจากเศษใบหอมที่มีติดมาในน้ำพริก หรือน้ำต้มแกงบ้าง (ตอนที่นั่งคุยกันวันก่อน หัวหน้าห้องแซวว่า วันเกิดผม คงต้องใช้ข้าวเหนียวแทนขนมเค้ก)

เข้านอนคืนนั้น ผมรู้สึกร้อนจี๊ดๆ แถวหน้าผาก หรือว่านี่จะเป็นอาการเริ่มต้นของฝี .. แล้วความร้อนอบอ้าวแบบนี้ ผมจะไหลตายไปเลยมั้ยเนี่ย

ตื่นมากลางดึก  ผมพยายามเข้าส้วม  .. ไม่ออก ..  ฉี่ต่อจากนั้นก็ฉี่ไม่สุด .. ชักรู้สึกไม่ไหวแล้ว  แบบนี้สงสัยจะแย่ .. บ่นกับนักโทษยามที่เฝ้าส้วม {รู้สึกจะเรียกว่า ทหารยาม}  แทนที่เขาจะสนใจ  กลับถามผมว่า  “เจ้ารู้วิธีทำให้จู๋ใหญ่มั้ย” .. อะโห  อยู่ในสถานที่เยี่ยงนี้ยังคิดจะมีอารมณ์นั้นอีกหรือ .. ใครได้อยู่ที่นี่เกิน 1 เดือน ผมว่าน่าจะถึงขั้นเสื่อมสมรรถภาพทางเพศกันเลยทีเดียว

เรื่องการอาบน้ำก็เป็นปัญหาหนึ่งของที่นี่ .. คุกในนี้อาจจะดีหน่อย ตรงที่มีเวลาอาบน้ำให้แน่นอน คือเช้ากับค่ำ  แต่เนื่องจากการมีน้ำน้อยและนักโทษเยอะ  ทำให้นักโทษต้องรอคิวกันนานกว่าจะได้อาบ  และในการอาบ ก็ได้โควต้าอาบกันไม่เกินคนละ 4 โอ (ขัน) แล้วแต่ว่าวันไหนน้ำไหลดีหรือไม่ .. มีอยู่คืนนึง ผมเข้าอาบพร้อมคนอื่นๆ ในชุดหลังๆ มีน้ำเหลืออยู่ในอ่างขนาดใหญ่เพียงแค่เกือบก้นถัง  เขาบอกว่าให้ได้แค่คนละ 2 ขัน  แต่ตักไปก็ได้มาแค่ครึ่งขัน แถมยังติดตะกอนมาด้วย   ผมก็ใช้วิธีเอาสบู่ผสมในขันและเอาเสื้อที่มีอยู่ตัวเดียวซักแช่ลงไป  แล้วก็เอามาเช็ดตัว  คราบสบู่จะยังคงติดตัวหน่อยก็ต้อง ช่างมัน

ระหว่างถูกจำคุก .. ผมยังพยายามยึดมั่นในหลักธรรม “พอใจทุกสภาวะ .. ทำดีทุกขณะ” และ “รักโลกทั้งใบ .. รักคนทั้งโลก” .. ธรรมะนี้ช่วยให้ผมปรับตัวได้พอสมควร และช่วยให้เข้าใจว่า โลก (ธรรมชาติ) และ คนทั้งโลก ยังคงน่ารัก เพียงแต่ การกระทำและความรู้บางอย่างของเขาเท่านั้นที่สมควรได้รับการแก้ไข

พฤหัส 17 พ.ค. 2555
ช่วงเช้าวันนี้ผมพยายามดื่มน้ำเยอะๆ  ถึงจะเป็นน้ำประปาก็ไม่สน  แต่โชคดีที่ได้น้ำต้มจากนักโทษตลอดชีวิตคนหนึ่งที่ดูรักใคร่ผมเป็นพิเศษ   อายุแก 48 แล้ว   .. อ้อ ในห้องนี้มีกระเทยอีก 3-4 คน  แต่ยังไม่มีใครทำนม .. กระเทยที่ชื่อ ปุ้ย  ดูมีความคิดเป็นผู้ใหญ่ดี และทำใจได้ดี  แม้จะบ่นเรื่องสภาพต่างๆ อยู่ตลอดเช่นเดียวกับนักโทษคนอื่นๆ (ติดคุกเพราะเที่ยวเยอะ พ่อแม่เลยเอามาฝาก) .. นักโทษคดีหนึ่งที่น่าสนใจคือ พ่อแม่แฟนเรียกร้องเงินให้แต่งลูกสาว 60,000 บาท (เข้าใจว่าอาจจะอ้างว่าข่มขืน ทั้งที่จริงๆ แล้วอยู่ด้วยกันมานานแล้ว) แต่ไม่มีเงินพอ สุดท้ายเลยยอมเข้าคุก เพื่อที่จะเสียเงินค่าปรับน้อยกว่านั้น น้องชายคนนี้ดูน่ารัก เรียบร้อย การติดคุกของเขาถึงขนาดนี้ ถือว่ารุนแรงเกินเหตุมาก (น้องบอกว่า ไม่ถ่ายมา 10 วันแล้ว เอ หรือว่าเจ้าของตดที่ทำวงสานแหแตกวันก่อนจะเป็นน้องคนนี้หว่า) .. อีกคดีหนึ่ง เพื่อนหัวหน้าตุ้ยๆ ที่ดีกับผมนั่นแหละ ทำแบงค์ปลอมเล่นกับเพื่อน แล้วโดนเพื่อนเอาไปใช้และซักทอด (ทั้งที่พิมพ์ใส่ A4) โทษจำคุก 5 ปี ต้องห่างทั้งลูกและเมีย

นักโทษที่พูดภาษาอังกฤษพอได้ และอยากฝึกพูดกับผมมีอยู่ 3 คน .. น่าเสียดายที่คุกนี้ ไม่ได้สอนวิชาชีพนั้น (หนังสือในคุกก็ยังแทบไม่มีให้อ่านเลย) .. มีอยู่วันหนึ่ง ผู้คุมเขามาสอบถามว่า มีโครงการจะมาส่งเสริมอาชีพ ให้ทุกคนเลือกว่าต้องการอาชีพอะไร ในจำนวนนั้นก็มี เกษตรกรรม เครื่องจักร เลี้ยงสัตว์ ฯลฯ มีคนหนึ่งถามว่า “มีสานแหมั้ย” ทุกคนหัวเราะฮา .. เมื่อทำการสำรวจจริงๆ มีการถามถึงคนที่จะเอาสานแห ปรากฏว่าไม่มีใครยกมือเลย

ช่วงเช้าวันนี้มีกลุ่มสิทธิมนุษยชนมาตรวจ   พวกหัวหน้าให้เราเก็บแหซ่อนให้หมด  จัดห้องให้ดูโอ่โถง  .. พึ่งรู้ความจริง (จากนักโทษคนหนึ่ง) ว่า ที่แท้การให้นักโทษสานแหเป็นสิ่งที่ผิดกฏหมาย  แต่คุกแห่งนี้ยังใช้นักโทษทำเช่นนี้อยู่  เพื่อขายแหเอาเงินเข้ากระเป๋าพวกผู้คุม .. งานสานแหนั้น แม้จะเป็นงานที่มีลักษณะคล้ายๆ การฝึกสมาธิ ทำให้คลายเหงา แต่ก็มีข้อเสีย .. พวกนักโทษต้องนั่งทำรวมกันเป็นกลุ่มในพื้นที่จำกัดเป็นเวลานาน (ทำให้หลังไม่ดี) ในที่ที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ (ทำให้เสียสายตา) และอากาศร้อนอบอ้าว (ทำให้เกิดผดผื่นคัน)

ภาพ การนั่งสานแห





ด้วยความร้อนอบอ้าวในคุก ทำให้ พัด หรือที่เขาเรียกว่า “วี” เป็นสิ่งจำเป็นมาก .. แต่เหมือนพวกญาติๆ จะไม่ได้รับรู้ถึงความร้อนในคุก จึงไม่เห็นพัดที่ญาติซื้อมาฝาก .. มีแต่พัดที่นักโทษทำกันขึ้นมาเอง โดยตัดขวดน้ำพลาสติกมาเย็บต่อติดกันยึดกับแกนไม้ไผ่ พัดแต่ละอันจะมีชื่อหรือสัญลักษณ์สลักติดไว้เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ

ประมาณ 5 โมงเย็น พวกหัวหน้าเรียกผมไปรับของฝาก .. มีคนฝากของมาให้  ไม่รู้ชื่อเสียงเรียงนาม  เข้าใจว่าเป็นสถานทูตไทย  .. ดีใจมากๆๆๆๆ น้ำตาไหลอีกแล้วครับท่าน ..  คิดว่าพ่อแม่มาถึงแล้ว  หรือไม่ อย่างน้อยก็ได้รับรู้แล้ว .. (จนตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าใครฝากมาให้ .. ไม่ว่าจะเป็นใคร .. ขอขอบคุณท่านเป็นอย่างยิ่งครับ)

ตอนกลางคืน  หัวหน้านักโทษเรียกเราทำทะเบียนประวัติ  ถามคำถามเก่าๆ อีกรอบในห้องขังนั่นแหละ  แต่เป็นการคุยที่บรรยากาศเป็นมิตรมาก

กลางดึกคืนนี้ ผมพยายามเข้าส้วมอีกรอบ .. สำเร็จ .. น่าจะเป็นเพราะการดื่มน้ำเยอะขึ้น และการได้กินกับผัดผักพร้อมข้าวเหนียวเสริม ซึ่งหัวหน้าตุ้ยๆเรียกผมมากินเป็นพิเศษ คนเดียว เมื่อตอนมื้อเช้า (หรือมื้อบ่าย จำไม่ค่อยได้แระ)

ศุกร์ 18 พ.ค. 2555
วันประกาศเสรีภาพ
ช่วงเช้าเขามาเรียกเราให้ออกไป  หลงดีใจ นึกว่าจะได้กลับแล้ว .. แต่ ปรากฏว่า เขาเรียกออกไปตรวจฉี่หาสารเสพติด  .. ตรวจพร้อมกับเพื่อนนักโทษในห้องอีก 5-6 คน .. ตำรวจที่ตรวจค่อนข้างดี  แสดงเครื่องมือ ให้เห็นผลอย่างโปร่งใส  ..  ด้วยความเชื่อมั่นที่ ทั้งชีวิตนี้ยังไม่เคยเสพยาบ้า  จึงไม่ห่วงกับเรื่องการตรวจสอบนี้

กลับมาในห้องขัง .. บ่นกับเพื่อนๆ ว่า ผิดหวัง  นึกว่าเขาจะปล่อยตัว .. แต่แล้ว อีกไม่นาน มีเสียงเรียกว่า   “คนไทย .. เก็บเครื่อง .. กลับบ้าน .. เร็ว” ... ผมรีบจนหัวชนคานไม้ (ซึ่งทำไว้สำหรับผูกสานแห)  .. ลืมแหที่ว่าจะเก็บมาเป็นที่ระลึก (การสานแหต้องมี  ไนลอน, จีม, และ ปาน)  ..  ออกมาจากห้อง  ชูมือแสดงชัยชนะ พร้อมกับทำมือจุ๊บๆ ส่งให้พวกนักโทษหญิงที่อยู่เรือนทำกับข้าว  

ออกพ้นกำแพงมา  มีเจ้าหน้าที่ลาวผู้หญิงมาพาตัวไปจดชื่อพ่อแม่อีกครั้ง  (ที่นี่ทุกอย่างใช้มือเขียน ไม่ได้ใช้คอมพ์  จึงค่อนข้างช้า)

ภาพ สภาพรวมของคุกแขวงจำปาสักทั้งหมด


จากนั้นก็พบว่า คนที่เคยสอบถามเราเมื่อวันจันทร์ (ที่ว่าสูบบุหรี่ไปด้วย) เป็นคนมารับ  เขาพาผมไปอีกห้องหนึ่ง  พบกับคนอีกผู้หนึ่ง  คนผู้นั้นดูอายุประมาณผมเนี่ยแหละ (40)  เขาชี้แจงว่า โปรดเข้าใจว่า ที่จับนี่ เพราะมีความผิดจริง  แต่เนื่องจากเห็นว่าเป็นความผิดครั้งแรก และรู้เท่าไม่ถึงการณ์จึงปล่อย  (ผมว่าเป็นข้ออ้างเพื่อไม่ให้ผมโกรธมากกว่า  จริงๆ แล้วผมไม่ผิด  .. คุณแหละผิด จับผมมาขังขนาดนี้ได้ไงฟะ) .. แล้วก็บอกว่า ของทุกอย่างคืนให้  ยกเว้นเครื่องมือสื่อสาร และอุปกรณ์บันทึกต่างๆ เนื่องจากเป็นระเบียบ .. (แง่ง .. ยึดโทรศัพท์สองเครื่อง แล้วยังเอา memory ในโทรศัพท์ 2 อัน thumb drive 4 อัน SD card 2 อัน ไปหมดด้วยเนี่ยนะ  แถมยังเอาที่ชาร์จโทรศัพท์ทั้งสองอันไปอีก .. ถ้าไม่เอาไปใช้ต่อจะเอาที่ชาร์จตูไปทำไม) คืนให้มาเฉพาะ ซิม 2 อัน .. คำพูดของเขาเหมือนจะบอกว่า คืนให้แค่นี้จะเอามั้ย ถ้าไม่พอใจก็กลับเข้าไปอยู่ในคุกต่อ .. ผมได้แต่ยอม เพราะกลัวไม่ได้กลับบ้าน .. (ยังโชคดีที่ไม่ได้เอาคอมพิวเตอร์ร่วมเดินทางไปในครั้งนี้ด้วย)

อีกอย่างที่เขากำชับทั้งในห้องนั้น และในรถระหว่างเดินทางมายังช่องเม็ก (ได้นั่งภายในรถ Vego เขา)  ก็คือ อย่าได้บอกเรื่องราวที่ได้พบเห็นในคุกให้ใครรู้ ..  ผมรับปาก “ครับ” อย่างว่าง่าย  แต่ในใจ .. หึ หึ หึ .. โลกจะต้องรับรู้ ..  ผมยอมรับกับชาวโลก ว่า ผมโกหกเขา ผมผิดคำพูดต่อเขาที่ว่าจะไม่พูดเรื่องในคุก .. ซึ่งปกติแล้วผมไม่ใช่คนชอบทำผิดคำพูด .. แต่ครั้งนี้  ผมจำเป็น .. ไม่ใช่เพียงเพื่อตัวผม  แต่เพื่อพี่น้องผองเพื่อนในคุกที่ตกระกำลำบาก (ซึ่งอาจรวมถึงคุกในอีกหลายๆ ประเทศที่ขาดการดูแลเอาใจใส่นักโทษในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน)

ระหว่างทาง  พ่อโทรศัพท์เข้าหานายคนสูบบุหรี่  ผมได้คุยกับพ่อสั้นๆ   พ่อมารออยู่แล้วที่ช่องเม็ก  .. ผมตั้งใจว่า เจอพ่อแม่ จะกราบแทบเท้า

ผมถามพวกนั้นในระหว่างทางว่า  ต้องเสียค่าประกันตัวอะไรมั้ย  .. เขาบอกว่า มีระเบียบอยู่  ซึ่งได้คุยเรื่องนี้กับพ่อแม่เราแล้ว  เดี๋ยวจัดการกันเอง

มาถึงช่องเม็ก  ผมขอเขาเข้าห้องน้ำ  ออกมา  ได้เจอพ่อแม่   ได้กราบ (แต่ยังไม่แทบเท้าเต็มที่) .. น้ำตาไหลแน่นอน  แต่ไหลได้ไม่นาน  ต้องรีบดำเนินการต่อ

เขาให้พวกเราเข้าไปคุยในห้องรับรองห้องนึง  .. บอกว่าต้องทำเรื่องจ่ายค่าระเบียบกัน .. คนที่แจ้งเรื่องผมเดินออกไปนอกห้อง เหลือแต่เจ้าคนสูบบุหรี่คนเดียว (ไม่แน่ใจว่าทำไมไม่อยู่ในห้องทั้งคู่ เป็นเพราะไม่อยากรับรู้การเรียกเงิน หรือเพื่อไปกันคนข้างนอกไม่ให้เข้ามา ก่อนดำเนินการเสร็จ) .. พ่อยื่นเงินให้เขา 2000  บอกว่าเป็นค่าช่วยเป็นธุระ  ผมค่อนข้างตกใจ  เพราะเป็นเงินเยอะพอควร .. แต่ เจ้าคนสูบบุหรี่นั่น หาได้พอใจแค่นั้นไม่  เขารีบเก็บเงินเข้ากระเป๋ากางเกง แล้วอ้างว่า ยังมีค่าระเบียบอีกต่างหาก  เป็นเงิน 500 ดอลล่าร์  .. พ่อแย้งว่า ไหนว่า 500 บาท  เจ้านั่นยืนยันว่า 500 ดอลล์  .. ผมบอกว่า คนในคุกบอกว่าแค่ 4,000 บาท  เจ้านั่นเริ่มเปลี่ยนเป็น 100 – 500 ดอลล์   ผมก็เลยว่า ถ้างั้นก็ 100 ดอลล์คือ 4,000 .. พ่อเสนอว่า 5,000 .. เจ้านั่นว่า ขอเป็นราคากลางๆ 7,000 ละกัน  ผมก็ว่า เมื่อกี๊ได้ไปแล้ว 2,000  งั้นก็เอาเพิ่มแค่ 5,000  เขาตกลง .. พ่อให้เงินไป เขารีบยัดเงินเข้ากระเป๋า ... อ้าวววว ระเบียบอะไรฟะเนี่ย .. ไม่มีใบเสร็จอีกแล้วเหรอ .. ครอบครัวเราถูกหลอกให้จ่ายเงินให้พวกกังฉินนี่อีกแล้วหรือ  (ขาเข้าพ่อแม่ก็ต้องเสียเงิน 200 ให้กับ ตม.กังฉินเหมือนตอนผมเข้า) .. แล้วตูเซ่อไปต่อรองกับมันทำไมฟะเนี่ย  จริงๆแล้ว ไม่ต้องจ่ายซักกะบาท แถมด่ากลับไปเลยก็ได้นี่นา

.. เฮ้อ เสียรู้  ผมนี่โง่จริงๆ ..  โดนเขาทรมานขนาดนี้ ยังโง่อีก ... พึ่งเข้าใจ ..  อ๊ออ .. คำว่า ระเบียบ ที่ลาวเนี่ย  คงจะมีอีกความหมายหนึ่ง แปลว่า “ขนบธรรมเนียมการคอรัปชั่น” หรือจะแปลว่า “ระเบียบของกู” ก็น่าจะพอได้

ต่อจากนั้น ก็มีเจ้าหน้าที่ใหญ่ของฝ่ายลาว และเจ้าหน้าที่ ตม. ฝ่ายไทย เข้ามาในห้อง แล้วก็เซ็นต์มอบตัวและรับตัวผม ในเอกสารใบเดียวที่ได้รับออกมา ดูภาพได้ด้านล่างครับ


ตรงส่วนที่แจ้งเกี่ยวกับข้อหา "ถืกหาว่า" = "โดนข้อกล่าวหาว่า" .. ==> พักพิงไม่ถูกสถานที่

เมื่อเซ็นต์มอบตัวกันเสร็จ ก็อำลา 2 คนนั้นมา โดยพ่อแม่ยังเอ่ยขอบคุณ และเชื้อเชิญให้มาเที่ยวบ้าน .. ผมเองก็ยังขอบคุณเขา เพราะถ้าเขาทำช้าและผมต้องอยู่ต่อถึงวันจันทร์ จะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้ .. ความดีของพวกคุณก็พอมี แต่ความชั่วของพวกคุณก็มิใช่น้อย

ผมเดินกลับมาฝั่งไทยพร้อมกับเจ้าหน้าที่ ตม. ไทย เพื่อมาทำเรื่องต่อที่ฝั่งไทยอีกหน่อย .. ระหว่างทางก็เล่าให้ฟังว่าโดนอะไรมั่ง .. เขาก็บอกว่า มันช่างแย่จริงๆ

ระหว่างทางนั่งรถกลับบ้านกัน (พ่อขับ) ได้คุยกัน ค่อยได้รู้ความจริงต่อมาว่า ไอ้เจ้าคนสูบบุหรี่นี้พึ่งโทรบอกพ่อแม่ผมในคืนวันพฤหัส .. คืนวันพุธที่เป็นวันเกิดผม พ่อแม่+พี่ๆ นั่งกินข้าวกันโดยยังไม่รู้ว่าลูกไปไหน พ่อได้แต่ส่ง SMS มาอวยพรวันเกิดให้ลูก .. มัน (ขอใช้คำว่ามันซักครั้งเถอะ) ยึดโทรศัพท์ไปและเปิดเครื่องไว้โดยไม่ยอมรับสายใดๆ เพื่อให้เข้าใจว่าผมไม่รับ .. แล้วตอนที่โทรบอกพ่อแม่ผม ก็บอกว่า ผมอยู่ในที่กักกัน ซึ่งไม่ใช่คุก

การจับผมเข้าคุกครั้งนี้ .. คิดดูแล้วไม่ต่างกับการถูกโจรจับไปเรียกค่าไถ่ .. เริ่มตั้งแต่การใช้กำลังและอาวุธควบคุมตัวผม, ให้ผมอยู่ในคุกโดยมีเสื้อผ้าเพียงชุดเดียว, ไม่เปิดโอกาสให้มีการติดต่อกับญาติๆ หรือใครทั้งสิ้น (เว้นแต่ผู้ถูกจับด้วยกัน), ยึดทรัพย์สมบัติและเอกสารทุกอย่าง เพื่อกันผมหนี, สุดท้ายส่งข่าวบอกทางบ้านให้มารับพร้อมเตรียมเงินมาจำนวนหนึ่ง โดยอ้างว่าผมอยู่สบายดี (ทั้งที่ตัวเองไม่เคยเข้ามาดูสภาพผมในคุก ซึ่งถ้าไม่ได้นักโทษคนอื่นๆ ช่วยเหลือผมคงย่ำแย่ยิ่งกว่านี้มาก)

การเปิดเผยเรื่องราวในครั้งนี้ .. ผมไม่ได้มีเจตนาจะให้ใครได้รับโทษ หรือได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำผิดๆ ของพวกเขาเหล่านี้ ..   ผมเพียงต้องการปกป้องความบริสุทธิ์ของตัวเองที่ต้องมีประวัติติดคุกอย่างไม่สมเหตุสมผล และต้องการให้ความรู้แก่ผู้มีส่วนทำให้ผมติดคุกทั้งหลาย และแก่ประชาชนทั่วไป ให้เข้าใจว่า ระบบ หรือการกระทำต่างๆที่ผิด ตลอดจน “อำนาจ” ที่คนใช้เป็นสิ่งควบคุมสังคมนั้น ส่งผลเสียต่อสังคมอย่างไร  เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ดีขึ้นในโลกมนุษย์ของเรา ....  ซึ่ง เหตุการณ์นี้ ทำให้ผมยิ่งเห็นชัดเจนมากขึ้นว่า การที่โลกเรายังแบ่งแยกประเทศ  ทำให้รัฐบาลหลายๆ ประเทศ เป็นรัฐบาลเผด็จการ ที่กดขี่ข่มเหงประชาชน ..  ดังนั้น ผมต้องรีบเร่งและจริงจังกับการรวมโลกให้มากยิ่งกว่าเดิม


กงจักร   ใจดี
เสาร์ 19 พ.ค. 2555
ปล. 1. การมีกินน้อยไปอาจทรมาน .. แต่การมีกินเยอะไปนี่ก็มีโทษเหมือนกันนะ .. (พ่อแม่ & พี่ๆ หาอาหารมาต้อนรับซะอิ่มแปล้)

ปล. 2. ความรู้ที่ได้ระหว่างการติดคุก ==> การกินข้าวเหนียวไม่ใช่สาเหตุของริดสีดวงทวาร (ผมเป็นอยู่เรื่อย แต่ระหว่างเดินทางครั้งนี้และติดคุกไม่เป็นเลย ดังนั้น สาเหตุจริงๆ น่าจะเพราะการกินมากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกินโปรตีนจากสัตว์ใหญ่และสัตว์ปีกในปริมาณมาก), ถ้ากินอาหารน้อยก็ไม่จำเป็นต้องขับถ่ายทุกวันก็ได้, การเช็ดตัวช่วยให้ร่างกายสะอาดได้พอสมควร, การมีผ้าชุบน้ำไว้คอยเช็ดตัวเรื่อยๆ จะช่วยคลายร้อนได้, กระดูกปลาส่วนที่ว่าแข็งๆ ก็สามารถเคี้ยวให้แหลกละเอียดและกลืนได้, การกินข้าวเพียงวันละ 2 มื้อ (10 โมงเช้า กับ บ่าย 4 โมง) อาจจะดีกว่าการกินวันละ 3 มื้อ

ปล. 3. ในทรรศนะของผม เห็นว่า ไม่น่าจะต้องมีโทษจำคุก .. การจำคุก ไม่ได้ทำให้นักโทษรู้ว่าการกระทำผิดนั้นส่งผลซึ่งความทุกข์ของผู้อื่นและความทุกข์ของสังคมอย่างไร .. การลงโทษผู้กระทำผิด น่าจะลงโทษตามความผิดที่ทำ โดยลงโทษให้หนักกว่าความผิดที่ทำ 2 เท่า ทั้งนี้เพื่อให้เขารู้ซึ้งถึงความผิดที่ทำ ... เช่น ทำร้ายผู้อื่น ต้องโดนทำร้ายคืนหนักกว่า .. ฆ่าคนตาย ควรโดนประหารด้วยลักษณะการตายที่รุนแรงกว่าที่ทำเขาตาย 2 เท่า .. ข่มขืนคน ถือเป็นการทำร้ายจิตใจกันอย่างร้ายกาย ต้องโดนทำร้ายจิตใจคืนอย่างสาสม .. ขโมยของผู้อื่น ต้องทำงานหาเงินมาใช้คืนค่าของนั้น 2 เท่า .. กักขังผู้อื่น อันนี้แหละ ต้องเจอโทษจำคุก โดนขังซะมั่ง .. ส่วน ความผิดที่ไม่ใช่ความผิด แต่เป็นสิ่งที่กฏหมายเปิดช่องให้ตำรวจเรียกเงิน เช่น การไม่ใส่หมวกกันน็อค การเสพและค้ายาบ้า ก็ต้องไม่มีบทลงโทษ .. สังคมต้องช่วยกันสอน ว่ายาบ้ามีผลเสียอย่างไร ถ้าจะเสพ สมควรเสพแค่เล็กน้อย .. เหล้าก็มีโทษ ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงรู้ลิมิต ว่าควรดื่มแค่ไหน .... ทั้งนี้ ควรได้ลงประวัติการกระทำผิดทั้งหมดของทุกคน ในระบบที่ทุกคนสามารถเข้าดูได้ทางเว็บไซต์อย่างเปิดเผย