บันทึกการถูก ตม. ญี่ปุ่น (สนามบินนาฮา เมืองโอกินาว่า) ห้ามเข้าไปวูฟฟิ่ง (WWOOFing) แล้วบังคับให้กลับไทยในวันที่ไปถึง .... รวมโลกกันเถิด



******************************************************


ไม่คิดเลยว่าจะมีวันถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศ แล้วก็โดนส่งตัวกลับจากประเทศใดในโลกนี้ (และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ญี่ปุ่น ที่ผมเคยไปมาแล้วหลายครั้ง) .. ถ้าใช้คำง่ายๆ ก็คือ โดนเนรเทศออกมานั่นแหละคับ

เรื่องมันเกิดขึ้นมาอย่างไรน่ะหรือ .. ขอย้อนเล่าเท้าความตั้งแต่เริ่มรู้จัก WWOOF เลยก็แล้วกันนะคับ
ด้วยความจนแต่เสือกอยากเที่ยวต่างประเทศแบบได้อยู่นานๆเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์เยอะๆ .. เมื่อหลายเดือนก่อน ผมเลยลองค้นหาวิธีไปเที่ยวแบบไปเป็นอาสาสมัคร แล้วก็มาเจอเข้ากับเรื่องราวของ WWOOF

WWOOF เป็นแนวคิดที่เปิดโอกาสให้ คนที่อยากไปเที่ยวแบบประหยัดไม่ต้องเสียค่ากินค่าอยู่ (เรียกว่า WWoofer) ได้พบปะกับ เจ้าของกิจการด้านเกษตรกรรมที่เน้นทำเกษตรแบบอินทรีย์ที่อยากได้คนมาทำงานให้โดยไม่ต้องจ่ายค่าจ้าง เพียงแค่หาที่ให้พักหาข้าวให้กินก็พอ (เรียกว่า Host) .... ฟังดูเหมือนเป็นการแลกเปลี่ยนอย่างหวังผล แต่ในความจริงแล้ว WWoofer ก็ไม่ได้แค่อยากไปกินไปอยู่ฟรี หากแต่อยากได้สัมพันธ์ที่ดี รวมทั้งเรียนรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์กับ Host และในทำนองเดียวกัน Host ก็ไม่ได้คาดหวังว่า WWoofer ที่ส่วนใหญ่ไร้ประสบการณ์จะช่วยงานได้มากมาย หากแต่น่าจะอยากได้เพื่อนร่วมโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า

การเดินทางท่องเที่ยวในลักษณะนี้ของพวก WWoofer เรียกว่าการ WWoofing
องค์การ WWOOF สากล มีเว็บไซต์หลักคือ www.wwoof.net หรือ www.wwoofinternational.org แต่ว่า ในการสมัครเป็น WWoofer นั้น จะต้องสมัครกับองค์การ WWOOF ของแต่ละประเทศ อย่างในกรณีผมที่อยากไปญี่ปุ่นเนี่ย ก็ต้องสมัครลงทะเบียนเป็น WWoofer กับหน่วยงาน WWOOF Japan ทางเว็บไซต์ www.wwoofjapan.com โดยมีค่าสมัครสมาชิก 5,000 เยนต่อปี (ตกประมาณ 1,700 บาท/ปี)


ภาพหน้าเว็บ www.wwoof.net


ภาพหน้าเว็บ www.wwoofinternational.org


ภาพหน้าเว็บ www.wwoofjapan.com

หากผมเอะใจสักนิด ว่าไอเดียดีๆของ WWOOF ในการให้คนได้เที่ยวโดยเสียตังค์น้อยๆ และให้เกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ได้มีแรงงานช่วยในราคาถูกๆ เป็นไอเดียที่รัฐบาลหลายประเทศไม่ปลื้ม (โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลญี่ปุ่น) ผมคงเอาเงินค่าสมัครสมาชิกไปเที่ยวเองดีกว่า หรือไม่ก็ไป WWOOFing นี่แหละ แต่มีเทคนิคที่จะช่วยไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังที่ผมประสบครั้งนี้เกิดขึ้นได้


ภาพหน้าเว็บ WWOOFjapan.com แสดงหลักฐานการสมัครและติดต่อกับโฮสต์ของผม

หลังจากที่ผมเสียค่าสมัครเป็น WWoofer ปั๊บ ก็เกิดแรงบันดาลใจที่จะไป WWoofing ในทันที (เพราะเป็นช่วงที่ฝนตกดี ต้นไม้ที่อนุสาวรีย์รวมโลกและที่พื้นที่ส่วนตัวของผมคงสดชื่นรอผมกลับมารดได้ หรือถ้าต้องฝากใคร เขาก็คงไม่ต้องดูแลเยอะ)


อนุสาวรีย์รวมโลก และ ศาลารวมโลก ใกล้ๆพื้นที่ส่วนตัวของผม

โฮสต์รายที่ผมติดต่อไปก็ติดต่อกลับในไม่ช้า (เพราะเขาเองก็แจ้งในเว็บว่าอยากได้ WWoofers ไปช่วยงานด่วน!) โฮสต์รายนี้เป็นคุณลุงคุณป้าที่อยู่กันเพียง 2 คน ไม่มีลูก ทำงานฟาร์มโคนมและแพะนม ขนาดน่าจะใหญ่พอสมควร อ่านจากคอมเมนต์ของคนที่เคยไปอยู่ด้วย ส่วนใหญ่ก็มีแต่ประทับใจอย่างมาก .... ผมก็วาดฝันถึงการ WWoofing ของผมเอง ว่าจะได้ไปถ่ายรูปคู่กับวัวนมแพะนม, ได้รู้วิธีดูแลสัตว์ด้วยใจรัก (ดังข้อมูลในโปรไฟล์ของเขา .. แม้ว่าส่วนตัวผมเองไม่เคยคิดจะเลี้ยงสัตว์เพราะเห็นว่า ในการเลี้ยงสัตว์นั้น ยังไงก็คงเลี่ยงการบังคับหรือกักขังมันไม่ได้), ได้ดูแปลงผักออร์แกนิคของเขา, ได้เจอเพื่อน WWoofers คนอื่นๆ จากภูมิภาคอื่นๆ, ได้เรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นจากครอบครัวนี้และชาวบ้านละแวกนั้นที่มาร่วมงาน, และ เผลอๆอาจได้เจอเนื้อคู่ด้วย (อันนี้แหละ เป้าหมายหลัก 55)


แผนที่ตำแหน่งฟาร์มที่ผมจะไป และภาพของฟาร์มแห่งนี้ซึ่งเอามาจากเว็บ WWOOFJAPAN.COM

เหตุที่เลือกโฮสต์ที่อยู่โอกินาว่านี่ ไม่ใช่แค่เพราะตัวเองเคยผูกพันกับโอกินาว่าจากการร่วมหลักสูตรอบรมกับเพื่อนๆนานาชาติที่ Okinawa International Center (OIC) เป็นเวลา 5 เดือนช่วงระหว่างปี 2548-2549 เท่านั้น หากแต่เพราะค่าตั๋วเครื่องบินที่มีสารการบิน Peach ให้บริการบินตรงนี้ ราคาถูกกว่าบินไปลงสนามบินอื่นๆในญี่ปุ่นมาก (ผมจองเร่งด่วนหน่อย เลยได้ตั๋วขาไป 5 พันกว่า ส่วนตั๋วขากลับได้ 3,780 บาท รวมเบ็ดเสร็จแล้วเป็นเงิน 10,590 บาท (รวมค่าภาษีสนามบินและค่าเลือกที่นั่งด้วย)



จองตั๋วเครื่องบินแล้วเรียบร้อย

ในตอนสมัครกับ WWoofJapan.com นั่น ในแบบฟอร์มเขามีถามด้วยว่า มีใบขับขี่สากลพร้อมขับรถได้เลยมั้ย เราเลยวาดฝันอีกอย่างว่าอาจได้ช่วยเขาขับรถในญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก เลยลงทุนไปทำใบขับขี่สากลไว้ด้วย


ทำใบขับขี่สากลแล้วด้วย


21 มี.ค. 2560 นั่งรถไฟฟรีถึง กทม. (สถานีรถไฟบางซื่อ) ตอนเกือบ 3 ทุ่ม ลงต่อรถไฟใต้ดินถึงสถานีเพชรบุรี เดินขึ้นไปต่อรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิ้งค์ที่สถานีมักกะสัน แล้วก็ถึงสนามบินสุวรรณภูมิก่อน 5 ทุ่มสบายๆ (เครื่องออกเวลาตีหนึ่งสิบห้านาที)


รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงค์

ตอนเดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิก็ดูไม่ยุ่งยากอะไร เคาน์เตอร์เช็คอินของ PEACH ก็หาง่ายดี .. แลกเงินไปประมาณ 10,000 บาท (ได้ 31,000 เยน) ขั้นตอนทุกอย่างราบรื่นจนเครื่องออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ







รวมภาพตอนออกจากสุวรรณภูมิมุ่งหน้าสู่โอกินาว่า

คราวนี้แหละ ถึงช่วงชีวิตที่ญี่ปุ่น .. อันเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แค่วันเดียว แต่มีเรื่องให้อยากเล่าเยอะทีเดียว

เครื่องบินไปถึงสนามบินนาฮา ณ เกาะโอกินาว่า ตอนเช้าตรู่ (กำหนดเวลาถึงคือ 7:30 น. เวลาญี่ปุ่น) .. ได้ดูวิวสวยๆ .. ดวงอาทิตย์โผล่พ้นปีกเครื่องบิน .. ถ่ายวีดีโอตอนเครื่องบินลงจอด


วิวจากบนเครื่องบินก่อนลงจอดที่สนามบินนาฮา

พอลงจากเครื่อง ก็เดินเข้าสนามบิน เจอกับด่านตรวจคนเข้าเมือง (Immigration)
มีคนรอแถวกันยาว ผมเลยแวะเข้าห้องน้ำก่อน .. ห้องส้วมเป็นแบบมาตรฐานญี่ปุ่นเลยแฮะ .. มีหัวฉีดด้วย


รวมภาพตอนลงจากเครื่องบินที่สนามบินนาฮามารอผ่านด่าน ตม.


เอกสารที่ต้องกรอกเพื่อผ่านด่าน ตม. ญี่ปุ่น


โปรดสังเกตว่า ด้านขวามือของภาพนี้คือห้องทำงานของเจ้าหน้าที่ ตม. ซึ่งมีห้องเล็กๆสำหรับสอบสวนผมอยู่ในนั้น

พอออกมาจากห้องน้ำ แถวก็เริ่มสั้นแระ เกือบจะได้เป็นคนสุดท้ายในแถว มีคนมาต่อคิวผมแค่ประมาณ 4-5 คน
เจ้าหน้าที่ immigration (ตม.) คนที่ผมคุยด้วยเป็นผู้หญิง พูดอังกฤษได้ดีพอสมควร เธอดูข้อมูลที่ผมกรอกในแบบฟอร์มออกจากเครื่องบิน (disembarkation card) แล้วก็ถามผมว่าจะมาเที่ยวตั้ง 14 วันเลยรึ ผมก็ตอบยืนยันด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ เธอขอดูตั๋วกลับ แล้วก็ขอดูใบจองที่พัก ผมก็ยื่นกระดาษที่ผมปริ้นต์ข้อความสนทนากับโฮสต์ที่ญี่ปุ่นให้
เธอถามว่า ผมจะไปทำงานกับฟาร์มนี่หรือ ผมว่า ใช่ แต่ไม่ได้เป็นการทำงานแบบได้เงินนะ แค่ทำแล้วได้กินได้อยู่ฟรี
เธอไม่ปล่อยผมผ่านไปง่ายๆแฮะ เธอพาผมออกจากจุดตรวจ ไปยืนรอหัวหน้าของเธอที่หน้าห้องซึ่งอยู่ข้างๆด่านตรวจคนผ่านเข้าเมือง
หัวหน้าเธอมาคุยกับผมได้นิดนึง ก็รู้สึกจะมีคนมาบอกว่าต้องพาไปสแกนกระเป๋าก่อน
เขาก็เลยพาผมไปสแกนกระเป๋า
หลังจากสแกนผ่านแล้วเขาก็ให้เจ้าหน้าที่คนหนึ่งทำการตรวจค้นสิ่งของในกระเป๋าอย่างละเอียดมากๆๆๆๆ
ของทุกชิ้นในกระเป๋า แม้แต่เสื้อผ้าที่ม้วนๆไว้ ก็ต้องถูกคลี่ออก (และม้วนคืนเหมือนเดิม) ถุงเล็กๆน้อยๆ ถูกเปิดดู กระเป๋าตังค์ถูกตรวจทุกซอกทุกมุม (คนตรวจดูสีหน้าจริงจัง แต่ก็มีแซวด้วยว่า นี่รูปแฟนคุณเหรอ)
และแล้ว ทุกอย่างก็ผ่านการตรวจสอบ มีที่เขาติดใจหน่อยก็คือ พวงมาลัยที่ผมซื้อมาจากที่ทางออกสถานีรถไฟใต้ดินเพชรบุรี (ซื้อเพราะประทับใจน้ำใจของคนขายพวงมาลัยที่บอกทางไป 7-11 ให้ผม แม้ว่าผมจะเดินไปออกประตูนู้นตั้งไกลแล้วก็ยังไม่เจอก็ตาม) .. เขาบอกว่า flower นี่ ขอเอาไปเช็คก่อนนะ แล้วหลังจากเช็คซัก 2 นาที ก็เอากลับมาคืนให้

จากนั้น หัวหน้า Immigration คนเดิมก็พาผมเข้าห้องสนทนาใหม่ แต่ก็คุยได้แค่พักนึง ก็พาผมออกมา บอกว่า รอหน้าห้องนี่ก่อน เพราะเดี๋ยวจะมีคนมา (หัวหน้านี่พูดอังกฤษได้น้อยมาก)

แล้วก็มีผู้โดยสารจากอีกเที่ยวบินหนึ่งพากันเข้ามาอีกเยอะเลย ผมได้โอกาสไปแปรงฟัน ระหว่างนั้นก็คิดว่า ดีนะที่เป็นเราที่เคยอยู่โอกินาว่า ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่เคยมีประสบการณ์ที่นี่ คงตกใจหากเจอการตรวจสอบที่ด่านนานๆเช่นนี้ (คือตอนนั้นยังกระหยิ่มยิ้มย่องว่า เสียเวลาตรวจนานหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอกวะ นัดโฮสต์ไว้บ่าย 2 ยังไงก็คงไปทัน .. ณ ตอนนั้น ประมาณ 8 โมงเช้า .. หมู่บ้านที่โฮสต์อยู่คือ Ogimi village ซึ่งต้องนั่งรถบัสไป 2 ต่อ ใช้เวลารวมประมาณ 3 ชั่วโมง)

คนจากเที่ยวบินใหม่ มี 2 คนที่โดนกักไม่ให้ผ่านเหมือนอย่างผม หน้าตาเหมือนชาวอินเดีย แต่เขาบอกว่าเขาเป็นชาวนิวซีแลนด์ (เป็นคนอินเดียที่เกิดที่นิวซีแลนด์) เหตุที่เขาโดนกักเพราะเขาไม่ได้จองตั๋วขากลับ เขาชี้แจงว่า เขามาหาซื้อกล้อง ที่เขาไม่ได้จองตั๋วกลับเพราะเขาไม่มั่นใจว่าจะเจอของเมื่อไหร่ ถ้าเขาจองแล้วเปลี่ยนไฟลต์จะเสียค่าตั๋วเยอะ .. สุดท้ายเขาทั้งคู่ก็ได้รับการปล่อยให้ผ่านไป .. เหลือผมเข้าไปอยู่ในห้องนั้นคนเดียวกับหัวหน้า ตม. นั้น

คราวนี้ เขาก็กดโทรศัพท์เครื่องใหญ่หาใครคนนึง พร้อมกับเปิด Speaker phone ให้ผมได้ยินเสียงด้วย ผมก็ดีใจ รีบเซย์ เฮลโหล ไปทางโทรศัพท์ .. นึกว่าเขาต่อสายให้คุยกับโฮสต์ .. ปรากฏว่า ไม่ใช่ .. เขาให้คุยกับล่าม .. ล่ามเป็นผู้หญิงญี่ปุ่นเสียงแก่ๆนิดนึง .. พูดไทยได้แบบฟังยากนิดนึง
การสัมภาษณ์เริ่มด้วยการยืนยันว่าผมเข้าใจภาษาไทยที่ล่ามพูด
คำถามที่เขาถามมีอยู่ประมาณ 10 คำถาม เช่น ผมทำงานอะไร มาอยู่นานแค่ไหน รู้จักโฮสต์นี่ได้อย่างไร และตลอด 14 วันนี่จะอยู่กับโฮสต์นี่ตลอดเลยไหม
ผมพลาดไปตรงที่ ผมมั่นใจเกินไปว่าการมา WWoofing นั้นไม่ใช่สิ่งผิด และผมไม่มีทางจะถูกห้ามไม่ให้เข้าประเทศ ถ้าผิดจริงๆ อย่างมากเขาก็คงไม่อนุญาตให้ผมไปหาโฮสต์ แต่ให้เที่ยวแถว Naha ที่เป็นเมืองหลักในเกาะนี้แค่นั้น
ด้วยความมั่นใจนี้ กอรปกับรู้สึกว่าไม่มีเวลาคุยกันมาก ผมเลยไม่ได้ตอบละเอียดว่า ผมวางแผนจะอยู่กับโฮสต์ 12 วัน และอยู่ใน Naha สัก 2 วันเพื่อเยี่ยมคนรู้จัก (ผมมีหลักฐานการสนทนากับโฮสต์ผ่านทางระบบข้อความของ wwoofjapan.com อยู่) ผมตอบไปว่า ครับ อยู่กับโฮสต์ตลอด 14 วันนั่นแหละ

หลังจากคุณป้าล่ามแปลคำตอบต่างๆ ให้คุณลุงหัวหน้า ตม. ฟัง .. สุดท้ายคุณป้าล่ามก็แปลคำตัดสินของคุณลุง ตม. ให้ผมฟังด้วยน้ำเสียงดุๆ ว่า .. เราขอตัดสินว่า คุณเข้าประเทศไม่ได้ เพราะคุณมาแบบนักท่องเที่ยว คุณจะเข้าไปทำกิจกรรมแบบนี้ไม่ได้ เราจะส่งคุณกลับภายในวันนี้!!

เหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยง ผมเริ่มจ๋อย คิดในใจ ‘เฮ้ย! นี่จะไล่กรูกลับจริงๆรึนี่!! กรูพึ่งมาถึงนะว้อย!!!’
แต่ยังนึกคำอ้อนวอนอะไรไม่ออก
แล้วคุณลุงก็วางสายกับคุณป้าล่ามเพื่อไปทำเอกสาร


ใบหน้าเริ่มเป็นกังวล

ระหว่างรอ ผมคิดได้ว่าควรอธิบายเรื่องที่ผมจะไปเยี่ยมคนที่รู้จักตอนมาอบรมที่ OIC ด้วย
คุณลุงกลับเข้ามา ต่อสายกับคุณป้าล่ามอีกครั้ง
ผมรีบขอให้ล่ามชี้แจงว่า จริงๆผมจะมาเยี่ยมคนด้วย ผมเคยมาอบรมที่ OIC มีคนรู้จักที่อยากไปเยี่ยมหลายคน .. แต่ล่ามบอกว่า เมื่อกี๊คุณไม่ได้พูดอย่างนี้ คุณจะมาเปลี่ยนคำพูดตอนนี้ไม่ได้ มันเท่ากับคุณโกหก คุณเปลี่ยนเพราะผลตัดสินออกมาเป็นอย่างนี้ .. เมื่อตัดสินแล้วก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ (ทั้งที่อำนาจตัดสินใจก็อยู่แค่กับคุณลุง ตม. ผู้ชายนั่นคนเดียว)
ผมเศร้าและพยายามอ้อนวอนทั้งน้ำตา บอกเขาว่า คนอื่นทำไมมา wwoof กันได้ ทำไมมาห้ามแต่ผมคนเดียว แต่ไม่เป็นผล (เขาบอกในภายหลังว่า มีคนไทยมาก่อนผมอาทิตย์นึงจะไป wwoof ที่เดียวกันนี่แหละมั้ง ก็โดนส่งกลับเหมือนกัน)
เขาให้ผมเซ็นชื่อรับทราบ ผมก็ยอมเซ็นไปอย่างจำใจ
คุณลุง ตม. บอกเพียงแค่ว่า ถ้าผมไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน ผมสามารถยื่นคำอุทธรณ์ได้ แต่ว่า เชื่อว่าต่อให้ยื่น คำตัดสินก็ไม่มีทางเปลี่ยน เพราะกฎหมายเขียนไว้อย่างนี้ และถ้ายื่น ผมก็จะต้องเสียเงินค่ายามเปล่าๆ หรือไม่ก็อาจต้องติดคุก
ผมคิดในใจ .. คุกลาวกรูก็ติดมาแล้ว คิดรึ ว่าตรูจะกลัวคุกญี่ปุ่น (อ่านเรื่องราวการติดคุกลาว 7 วันเพราะการนอนผิดที่ของผมได้ที่ลิงค์นี้ครับ .. http://www.goodjai.com/thai/Prisoner_Lover_Globe.htm)
ขอให้ได้อยู่คุกญี่ปุ่นสัก 2-3 คืน เพื่อไม่ให้ขายหน้าว่า มาถึงปุ๊บก็ถูกเขาไล่กลับปั๊บหน่อยเหอะวะ
ผมจึงบอกเขาว่า ผมขออุทธรณ์ .. แต่คุณลุงคุณป้ายังคงพยายามบอกผมไม่ให้อุทธรณ์ เสียเงินค่ายามเปล่าๆ แพงมากด้วย ไม่รู้ต้องใช้เวลานานแค่ไหน คำตัดสินไม่มีเปลี่ยน เงินที่ผมมีแค่ 31,000 เยนนั้น ไม่พอจ่ายหรอก ผมจะต้องติดคุก อันตรายมาก .. แล้วก็ถามผมว่า เอาไง

ผมนิ่งเงียบ เขาก็เงียบ พักใหญ่ๆ .. แล้วผมก็บอกว่า ขอลองใช้สิทธิ์อุทธรณ์ดู (คิดในใจว่า อย่างมากก็คงแค่โดนยึดเงินไปหมดกระเป๋านี่กับโดนจับติดคุกสักไม่กี่วันหรอกน่า)
คุณลุง ตม. เหมือนจะพยายามบอกอีกครั้งว่า เสียเงินเปล่า แต่คราวนี้ก็ยื่นแบบฟอร์มอุทธรณ์มาให้ผมเซ็นต์ด้วย ผมก็เลยเซ็นต์


ด้านซ้ายมือคือแบบฟอร์มที่ได้รับแจ้งครั้งแรกว่า ไม่ให้ผ่านเข้าประเทศ ด้านขวามือคือแบบฟอร์มแจ้งไล่ออกจากประเทศ

แล้วการสนทนาก็จบลง คุณลุง ตม. บอกลาคุณป้าล่ามที่เขาเรียกว่า ‘เซ็นเซ’หรืออาจารย์ (จริงๆแล้วโทรทั้งสิ้น 3 ครั้ง แต่ละครั้งมีลงเวลา สงสัยคุณป้าล่ามจะได้รับตังค์เป็นนาที .. อ้อ จริงๆแล้วผมน่าจะเอะใจ คุณป้าล่ามนี่น่าจะทำงานประจำอยู่ที่ OIC เพราะรู้สึกจะน้ำเสียงชะงักตอนรู้ว่าผมเคยมาอบรมที่ OIC .. ถ้าผมพูดถึง OIC เร็วกว่านี้ สถานการณ์อาจไม่เป็นเช่นนี้)

คุณลุง ตม. เอาแบบฟอร์มออกไป แล้วก็ปิดประตูขังผมไว้ .. นั่นคือวินาทีที่ผมรู้สึกว่า ผมเริ่มถูกขัง!! .. ด้านนอกห้องที่ผมถูกขังจะเป็นห้องทำงานของพวกเขา ก่อนประตูจะปิดผมเห็นมีเจ้าหน้าที่ผู้ชายเข้ามาใหม่ 2 คนอยู่ด้านนอก จากนั้นไม่นานนัก เจ้าหน้าที่คนหนึ่งก็เอาน้ำเปล่าใส่แก้วกระดาษมาให้ผมดื่ม .. ผมรู้สึกซาบซึ้งมาก .. แต่ยังมีซาบซึ้งกว่านั้น นั่นคือ อีกพักนึง เขาเคาะประตู (ก่อนผมจะเปิดประตูห้องออกไปพูดอะไรกับเขา และก่อนเขาจะเข้ามาในห้องผม ต้องมีการเคาะประตูกัน) แล้วเข้ามาถามผมว่า มีเงินมั้ย เขาจะไปซื้ออะไรมาให้กิน (เขาคงรู้ว่าผมหิว เพราะช่วงหนึ่งระหว่างที่รอคุณลุง ตม. .. ด้วยความหิว ผมขอแกแกะกินเม็ดบัวแห้งในกระป๋องที่ซื้อมาตั้งแต่เมืองไทย แต่แกทำสัญญาณเหมือนว่า ให้แอบๆกินในห้องนั่นแหละ) .. ผมยื่นเงินแบ็งค์ 10,000 ให้คุณผู้คุมนั่น เขาทำหน้าตกใจ แล้วบอกว่า เอาเป็นเหรียญก็พอ ผมเลยเอาแบ็งค์ 1,000 ที่มีอยู่ใบเดียวให้ไป เขารับไป แล้วถามว่า ผมกิน ปัง (pan) ได้ใช่มั้ย ผมบอกว่า noodle หรือ ราเมง พวกก๋วยเตี๋ยว เขาว่าไม่มี มีแต่ปัง .. ก็เลยโอเคไป .. สักพักเขากลับมาพร้อมขนมปัง 2 ก้อนใหญ่ๆ อันนึงเป็นแบบคล้ายๆพิซซ่า ราคารวม 286 เยน .. เขาทอนเงินทั้งหมดพร้อมอธิบายว่า ทอน 714 เยน .. ผมงี้ปลาบปลื้มมาก .. ทั้งซื่อสัตย์ทั้งเปี่ยมด้วยน้ำใจ


ขนมพร้อมตังค์ทอนจากท่านผู้คุมใจดี

แล้วผมก็ถูกปล่อยให้อยู่ในห้องคนเดียว หลังกินขนมปังก้อนที่เป็นพิซซ่า ผมก็ฝึกเขียนภาษาญี่ปุ่นเล่นๆ จากหนังสือเล่มเล็กสำหรับใช้ฝึกภาษาญี่ปุ่นที่ผมได้รับจาก JICA ประเทศไทยตั้งแต่สมัยไปญี่ปุ่นครั้งแรกเมื่อปี 2002 (ยังมีหวังว่าจะอุทธรณ์สำเร็จ)


อยู่ในห้องคุมตัวคนเดียว ฝึกเขียนภาษาญี่ปุ่นที่ไม่ได้ฝึกฝนมานาน

จากนั้นผมก็รู้สึกหนาว ขอเขาไปเข้าห้องน้ำ เขาก็ไปคุมดูหน้าห้องน้ำจนแทบฉี่ไม่ออก

อยู่ในห้องคนเดียว ผมเริ่มวิดพื้นและชกลมแก้หนาว (ดูแล้วว่า ไม่มีกล้องวงจรปิด คงไม่มีใครรู้ว่าเราทำอะไร) .. แต่สักพัก เขาก็เหมือนว่าจะรู้ว่าผมกำลังฟิตร่างกาย เลยมาเปิดประตูทิ้งไว้ (กลัวผมฟิตมากจนมีแรงหลบหนีรึไง)

ผู้คุม 2 คนออกไป มีผู้คุมคนใหม่เข้ามา ดูท่าทางใจดีหน่อย และพูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย ผมเลยขอเขาเสียบปลั๊กชาร์จโน๊ตบุ๊ค แต่เขาขอร้องว่ายังไม่ได้ (จริงๆคือ ผมอยากทำงานแปลสักหน่อย เพราะมีงานที่ผมยังเคลียร์ไม่เสร็จก่อนมา)

ประมาณ 2 ชั่วโมงต่อมา คุณลุง ตม. เข้ามา (ผมแอบหวังนิดๆ) แล้วก็เอาเอกสารให้ดู .. คล้ายๆ ใบเดิม ที่บอกว่าไม่ให้ผมเข้าประเทศ แต่มีข้อความเพิ่มขึ้นว่า “ให้ขึ้นเครื่องกลับเที่ยวเย็นนี้ทันที” (ประมาณนี้) .... เขาต่อสายกับคุณป้าล่ามอีกครั้ง สรุปใจความคือ ผลสิ้นสุดคือ คุณจะต้องกลับในเย็นนี้ .. เขาถามว่าผมยอมมั้ย .. ผมบอก ‘ยอม’ อย่างแผ่วเบาเพราะเขาไม่ได้เสนอทางเลือกอื่นใด .. เขาเอาแบบฟอร์มให้เซ็นต์ ผมก็เซ็นต์เป็นหน้าไม่ยิ้มอีกครั้ง

แล้วคุณป้าล่ามก็แปลข้อความคุณลุง ตม. ว่าสักเดี๋ยวจะมีคนของสายการบินมาพาผมไปรอเครื่องบิน แล้วก็จบการสนทนา (คุณลุงจดเวลาทำงานของคุณป้าอีกครั้ง)

จากนั้นคุณลุง ตม. ก็พาผู้ชายคนหนึ่งเข้ามา น่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของ Peach
คนนี้เป็นคนหนุ่มท่าทางใจดี
เขาบอกผมว่า จะต้องเสียเงินค่ายาม รวมเป็นเงิน 13,500 เยน ... แล้วถามว่าผมมีจ่ายมั้ย
ด้วยศักดิ์ศรี ผมบอกทันทีว่ามี แล้วก็ถามว่าจะได้ใบเสร็จมั้ย เขาบอกว่าได้ .. ผมก็ควักให้ 20,000 เขาว่า ไม่มีแบ็งค์ย่อยรึ ผมว่าไม่มี เขาว่า งั้นรอเดี๋ยว จะเอาเงินมาทอน พร้อมกับสลิป
อ๊อ ก่อนไปเขาถามผมด้วยว่า อยากทานอะไรมั้ย เขาจะซื้อมาให้กินเองฟรี ไม่เกี่ยวกับเงินนี่ ผมบอกว่า ขอบคุณ ไม่ครับ (หล่อมะ อิอิ)


สลิปการจ่ายเงินค่าการ์ดคุมตัวก่อนได้ขึ้นเครื่องบิน 13,500 เยน (ประมาณ 4,100 บาท)

ไม่นานนักเขาก็กลับมาพร้อมกับเงินทอนและสลิป พร้อมกับผู้ชายอีกคนหนึ่ง (คงเป็นการ์ดที่เขาว่า)
ผมนึกขึ้นได้ เลยถามเขาว่า ถ้าผมไม่จ่ายเงิน ผมมีทางเลือกอื่นด้วยหรือ
เขาบอกว่า ไม่มี .. (ฮืออ แล้วถามตรูทำไมหว่า ว่ามีจ่ายมั้ย ... แต่ผมมานึกอีกทีทีหลังว่า จริงๆแล้ว ผมอาจมีสิทธิ์เลือกที่จะไม่จ่ายค่ายามคุ้มกันตัว เพียงแต่ เขาจะจับผมเข้าคุกแทน .... นึกแล้วก็เสียดาย อดได้ลองคุกญี่ปุ่นเลย .... คือถ้าเข้าคุกแล้วรู้กำหนดวันออกนี่ผมโอเคอยู่นะ ถือว่าไปเที่ยว แต่อย่างตอนติดคุกลาวที่ไม่รู้อนาคตและไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจเนี่ย มันโหดร้ายเกินไป)

ก่อนที่เขาก็พาผมออกมาจากห้องที่ผมถูกจองจำอยู่นั้น ผมก็พูดกับคุณลุง ตม. เพียงว่า .. ซาโยนาระ (ลาก่อน) ..... นั่นคือความรู้สึกของผมจริงๆ .... การโดนห้ามเข้าประเทศครั้งนี้ มันเหมือนการถูกปฏิเสธอย่างร้ายแรงจนผมคงไม่มีหน้ากลับมาอีก แม้ว่าโอกินาวาจะเป็นสถานที่ที่ผมอยากกลับไปเยือนอีกครั้งปานใดก็ตาม (หลังผมจากมา คุณลุง ตม. อาจน้ำตาซึม เมื่อเห็นพวงมาลัยที่ผมเจตนาทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า .. อาจถึงขั้นลาออกจากงานเพราะรู้สึกว่าหน้าที่ของตัวเองขัดหลักจริยธรรมของมนุษย์ อิอิ)


พวงมาลัยจากเมืองไทยที่เจตนาทิ้งไว้ให้เหล่า ตม. ดูต่างหน้า

ผู้ชายใจดีคนนั้นพาผมพร้อมกับการ์ดอีก 2 คน เป็นผู้ชายหนึ่งคนและผู้หญิง 1 คน เดินทะลุช่องลับที่ผ่านประตูหลายบาน แต่ละบานต้องเปิดด้วยรหัสลับที่ดูเหมือนผู้ชายคนนี้จะรู้แค่คนเดียว (เขาเอามือป้องไว้ตอนกดรหัส) สุดท้ายก็ไปโผล่ที่จุดพักรอของผู้โดยสารก่อนขึ้นเครื่อง ซึ่งมีห้องโถงใหญ่ๆอยู่ (แต่ตอนนั้นยังไม่มีผู้โดยสารคนอื่นๆมาเลย)


ห้องโถงที่ผมต้องอยู่รอให้ถึงเวลาเครื่องออก (4 ทุ่ม) ตั้งแต่ 5 โมงเย็น

ก่อนผู้ชายใจดีคนนั้นจะอำลาจากไป ผมขอให้เขาช่วยหาที่ชาร์จโน๊ตบุ๊ค (โชคดี มีแฮะ) แล้วก็ขอให้ช่วยโทรติดต่อฟาร์ม เพราะผมสงสัยว่าคงกำลังรอผมเก้ออย่างไม่รู้เรื่องว่าผมโดนห้ามเข้าประเทศ (ระหว่างที่คุยกับคุณลุง ตม. และคุณป้าล่าม ผมก็พยายามจะขอให้เขาโทรหาทางฟาร์ม แต่เขาก็ไม่ยอมโทรไปหาให้ บอกเพียงว่า สิ่งที่ผมบอกเขานั้น ไม่ตรงกับฟาร์มพูด) ผู้ชายใจดีคนนั้นโทรไปตามเบอร์ที่ผมให้ แต่โทรไม่ติด เขาเลยบอกว่า เดี๋ยวเขาจะฝากข้อความไว้ให้นะ แล้วเขาก็จากไป


จุดที่ชาร์จโน๊ตบุ๊คและนั่งทำงานรอเวลาถูกไล่กลับไทย

คราวนี้ก็เหลือผมอยู่กับการ์ด 2 คน ในบริเวณที่ผู้โดยสารรอขึ้นเครื่อง ซึ่งมีร้านค้าเล็กๆอยู่ร้านหนึ่ง ขายของที่ระลึกทั่วไป และมีตู้หยอดน้ำกับตู้หยอดขนมปัง ร้านค้านี้ปิดบ้างเปิดบ้าง (ตอนหิว ก็ได้อาศัยหยอดขนมปังกินที่ร้านนี้แหละ .. มีแต่ขนมปัง แต่ก็ยังดีที่มีให้กิน) บางช่วงการ์ดก็เปลี่ยนเป็นผู้หญิง 2 คน (หรือเป็นการ์ดจริงๆแค่คนเดียว อีกคนเป็นแค่คนทำงานแถวนั้น) มีจังหวะหนึ่ง ผมเดินผ่านพวกเขาหลังไปเข้าห้องน้ำมา เห็นเขายิ้มให้ ผมเลยลองทักทายดู เขาก็ตอบดีอยู่แฮะ (ทีแรกนึกว่าจะโหด แต่เขาเป็นมิตรกว่าที่คิดเยอะเลย) แล้วต่อมาเหลือการ์ดคนที่ดูสาวๆอยู่คนเดียว ผมถามคุณการ์ดสาวว่าชื่ออะไร เธอบอกว่า ไม่มีชื่อ (Nai) แต่ยอมบอกอยู่ว่า อายุ 24 ปี แล้วก็ถามผมว่าอายุเท่าไหร่ ผมบอกว่า 24 เหมือนกัน เธอทำหน้าเหมือนไม่เชื่อ แล้วก็คอยถามอยู่อีกหลายครั้ง ว่าอายุเท่าไหร่ (Nan sai) เราก็เลยมีชื่อเรียกคล้ายๆกัน คือ ผมเรียกเธอว่า Nai san ส่วนเธอเรียกผมว่า Nan sai
ผมถามเธอว่ามีแฟนหรือยัง เธอว่ายังไม่มี ผมเลยบอกเธอว่า งั้นเรามาเป็นแฟนกันเถอะ เธอตอบว่า ไม่ .. ผมถามเธอว่าชอบทำงานยามแบบนี้รึ เธอบอกว่าเบื่อมาก ผมเลยชวนมาอยู่ทุ่งนากับผม เธอก็ยังตอบว่า ไม่ .. ขอเฟซขออีเมลก็ไม่ยอมให้ .. สรุปว่า มาญี่ปุ่นคราวนี้ ผมก็ยังไม่ได้แฟนอยู่ดี .. คือจริงๆถึงแม้เธอจะตกลง ก็คงไม่มีผลอะไร เพราะผมอยู่ในสถานะผู้ถูกควบคุมที่จะต้องถูกส่งกลับในอีกไม่กี่ชั่วโมง .. นับตั้งแต่เวลาที่ไปถึงจุดรอขึ้นเครื่อง (ประมาณ 5 โมงเย็น) จนถึงเวลาเครื่องออก (4 ทุ่ม) (เวลาญี่ปุ่น) มีเวลาอยู่ด้วยกันสองคนกับผู้คุมสาวในห้องโถงขนาดใหญ่แค่ประมาณครึ่งชั่วโมง (นอกนั้นจะมีคนอื่นอยู่ด้วย หรือไม่เธอก็คุมอยู่นอกห้อง .. ช่วงที่มีคนอื่นๆอยู่ ผมก็พยายามเบี่ยงเบนความเศร้าที่โดนเนรเทศด้วยการเคลียร์งานแปลที่ยังคั่งค้าง) .. จริงๆ แล้วเราสื่อสารกันได้ไม่มาก เพราะภาษาญี่ปุ่นผมยังอ่อนหัดมาก ส่วนภาษาอังกฤษของเธอก็เหมือนจะอ่อนกว่าภาษาญี่ปุ่นของผม เราได้แต่พยายามใช้โปรแกรมแปลช่วยในการสนทนา .. อ้อ แล้วเธอก็ชอบบ่นว่า ง่วงนอน แล้วก็ตำหนิผม ว่าเป็นเพราะผมเธอเลยต้องทำโอทีจนดึก


ภาพร้านขายของที่ระลึก


ภาพร้านขายของที่ระลึก


แอบถ่ายเธอผู้คุมผู้ไร้ชื่อ (Nai san)


ผู้โดยสารไต้หวันและไทยมารอขึ้นเครื่อง (ประมาณ 3 ทุ่ม)

พอถึงเวลาซัก 2 ทุ่มครึ่ง ก็มีผู้โดยสารทยอยเข้ามา เป็นเที่ยวที่จะบินไปไต้หวัน แต่ว่าอีกไม่นานก็มีผู้โดยสารเที่ยวที่จะบินไปสุวรรณภูมิเข้ามาสมทบ สรุปคือ เที่ยวบินไปไต้หวันออกก่อนแค่ซัก 15 นาที .. ก่อนขึ้นเครื่องผมมีโอกาสได้ซื้อของฝากนิดนึง ระหว่างที่ซื้อของฝาก เธอการ์ดสาวก็บอกว่า มีคนมาเปลี่ยนแล้ว ไปล่ะนะ .. ผมได้แต่บอกว่า แล้วพบกันใหม่ (แม้ในความเป็นจริงจะรู้ว่าแทบไม่มีทาง) .. คนที่มาแทนเธอเป็นผู้ชายร่างเล็กๆคนหนึ่ง หน้าตาดูจริงจังเคร่งขรึม ผมถามเขาเรื่องพาสปอร์ต เขาบอกว่าอยู่ที่เขาแล้ว ผมอยู่รอกับเขาจนผู้โดยสารคนอื่นๆขึ้นเครื่องไปเกือบหมด เขาจึงพาผมไปที่ด่านตรวจ แล้วก็เดินต่อไปส่งจนถึงบันไดขึ้นเครื่องบิน จนเกือบเข้าไปในเครื่องบิน จึงค่อยมอบพาสปอร์ตและเอกสารของผมให้กับแอร์โฮสเตส หลังมอบเอกสารผมให้แอร์แล้ว ผมค่อยเห็นรอยยิ้มที่เปี่ยมไมตรีจากพ่อหนุ่มผู้คุมหน้าตาจริงจังคนนี้ .. อ้อ ก่อนจะขึ้นเครื่องบิน ผมมีโอกาสได้ถ่ายรูปนิดหน่อย แล้วก็มองออกไปนอกรั้ว สนามบิน .. นึกอยากจะวิ่งกระโดดรั้วหนีไป (ต้องวิ่งไปอีกไกลมากจึงจะถึงรั้ว) แต่ก็ใจไม่กล้าพอ .. มองขึ้นไปบนท้องฟ้า .. (เห็นท้องฟ้าโอกินาวาที่เหมือนวันหนึ่งเมื่อ 11 ปีก่อน วันซึ่งเคยมองท้องฟ้าและคะนึงหาใครบางคนที่ไร้วาสนาเคียงคู่) .. สูดหายใจลึกๆ อำลาท้องฟ้าโอกินาว่า .. นี่อาจเป็นครั้งสุดท้าย .. เลิกแหงนหน้าแล้วหันมาเจอใบหน้าแอร์โฮสเตสคนหนึ่งที่ยืนรอรับผู้โดยสารตรงทางขึ้นบันใด เธอยิ้มให้เหมือนเข้าใจความรู้สึก .. เป็นกำลังใจเล็กๆ ที่ได้รับก่อนจากโอกินาว่าอย่างน่าเวทนา


เครื่องบินที่ส่งตัวผมกลับไทย


ลาแล้ว โอกินาว่า ที่รัก

ที่นั่งของผมในเครื่องบินเป็นที่นั่งด้านในสุดของแถวท้ายสุด แม้จะเป็นที่นั่งที่ดูน่าอนาถ แต่ก็ดีตรงที่ติดหน้าต่าง ได้เห็นวิวก่อนกลับเล็กน้อย (เป็นตอนกลางคืน เห็นแต่แสงไฟสว่างๆ)


ณ ที่นั่งแถวหลังสุดในเครื่องบิน .. สีหน้าคนละเรื่องกับตอนเดินทางไป


แสงไฟยามราตรี ณ โอกินาว่า

เครื่องบินมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิตอนตี 1 (เวลาประเทศไทย) .. ผมเดินออกจากเครื่องเป็นคนสุดท้าย มีผู้ชายเสื้อดำมารอรับคนหนึ่ง แอร์โฮสเตสเอาพาสปอร์ตและเอกสารของผมให้ผู้ชายเสื้อดำคนนั้น แล้วเขาก็พาผมเดินอย่างรวดเร็วเป็นระยะทางไกลมาก แล้วลงไปชั้นใต้ดินมั้ง ไปที่ห้องทำงานของตำรวจสนามบิน ตำรวจไม่ได้ซักถามอะไรมาก ถามแค่เบอร์โทรทางบ้านกับเบอร์โทรผม แล้วก็ให้เซ็นชื่อ จากนั้นผู้ชายเสื้อดำคนนั้นก็พาผมเดินอย่างเร่งรีบออกมาอีกไกลพอสมควร ก็ถึงจุดที่พ้นประตูออกที่มีเจ้าหน้าที่ตรวจเช็คอีกด่านหนึ่ง ผู้ชายเสื้อดำคนนั้นก็ค่อยบอกลาผมขอให้โชคดี (ขอบคุณครับ)

ออกมา ผมก็เดินหาที่พัก เพราะเลยเวลาการเดินรถของรถไฟแอร์พอร์ตเรลลิ้งค์แล้ว .. ไปได้จุดพักที่จุดชาร์จไฟ รีบส่งข้อความทางเว็บ WWOOF Japan ไปอธิบายเรื่องราวกับโฮสต์ที่โอกินาว่า (แต่เขายังไม่ตอบอะไร) นั่งทบทวนเรื่องราวเศร้าๆพร้อมกับสัปหงกไปจนถึงเกือบ 6 โมงเช้าก็เตรียมตัวไปขึ้นรถไฟฟ้า ......... ถือเป็นการสิ้นสุดทริปเที่ยว WWoof ที่โอกินาว่า ..... ภายในเวลา 1 วัน (เครื่องออก ตี 1 กลับถึงสุวรรณภูมิก็ตี 1 กว่า)


ณ สุวรรณภูมิ แลกเงินคืน (ขาดทุนหน่อย) จุดนั่งชาร์จโทรศัพท์และโน้ตบุ๊ครอเวลาเช้า


****** ข้างล่างนี้คือประเด็นต่างๆที่เป็นความในใจเพิ่มเติมของผมกับเหตุการณ์นี้ ******

1. ผมจะต้องพยายามรวมโลกให้สำเร็จ เพื่อให้ได้กลับไปโอกินาว่า ด้วยความมั่นใจว่า จะไม่ถูกห้ามเข้า และส่งตัวกลับเช่นนี้อีก (การรวมโลกก็คือทำให้โลกทั้งใบมีสภาพเหมือนเป็นประเทศเดียว ทุกประเทศในตอนนี้ก็จะกลายเป็นรัฐหรือจังหวัด มนุษย์ทุกคนจะมีสถานะเป็นพลเมืองโลกเหมือนกัน มีสิทธิ์เดินทางไปในที่สาธารณะได้ทั่วโลกอย่างเสรีโดยไม่ต้องทำเอกสารผ่านแดนใดๆ .. ผมทำการรณรงค์รวมโลกอย่างต่อเนื่องมานานแล้ว ติดตามส่วนหนึ่งของผลงานการรวมโลกของผมได้ทางเฟซบุ๊คเพจ “ชมรมรวมโลก World Unification Club” และทางเว็บไซต์ “www.WeLoveOurWorld.com”) .. แต่งานนี้จะสำเร็จไม่ได้ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากมนุษย์โลกทุกคน .. ดังนั้น .. คุณผู้อ่านที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง .. โปรดเถิด .. โปรดร่วมเรียกร้องการรวมโลกกับผมเถอะครับ .. รวมโลกกันเถิด

2. แม้ผมจะไม่ได้แจ้งล่วงหน้าว่าผมจะไปเยี่ยม แต่ผมตั้งใจจะนำของฝากที่ซื้อจากไทยและที่อาจจะได้จากฟาร์มของโฮสต์ WWOOF ไปให้ 3 คนนี้ คือ อาจารย์นาคามูระ (ผู้เป็นกำลังใจอันยิ่งใหญ่ให้กับการเรียกร้องรวมโลกของผมในช่วงที่ผมอยู่โอกินาว่าคราวนู้น), คุณแม่อากิโกะ (ผู้ดูแลผมและเพื่อนจาก OIC อีก 2 คนอย่างดียิ่งในช่วงโปรแกรมโฮมสเตย์), และ คุณโยโกะ (ผู้ที่ผมหลงรักข้างเดียวอย่างมากมายในช่วงอบรมที่ OIC) .. โปรดรับรู้ว่า ผมตั้งใจจะไปเยี่ยมพวกคุณในการเดินทางครั้งนี้ด้วย

แม้ผมอยากจะพบพวกคุณอีกครั้งปานใด แต่เมื่อนึกถึงใบหน้ายิ้มยากของคุณลุง ตม. คนนั้น กับ น้ำเสียงของคุณป้านักแปลภาษาไทยญี่ปุ่นคนนั้นแล้ว เฮ้อออ .. ไปอีกก็คงโดนไล่กลับมาอีก .. เอาเป็นว่า รวมโลกได้สำเร็จเมื่อไหร่ผมจะรีบไปหาเลยนะครับ


ข้อความบอกโฮสต์ว่าขออยู่ด้วยถึงแค่วันที่ 1 หรือ 2 เม.ย. เพราะอยากมีเวลาไปเยี่ยมเพื่อนที่นาฮาก่อนกลับ

3. ผมคงไม่ได้กลับไปอีกในเวลาอันใกล้ เหตุผลสำคัญที่จะไม่กลับไปอีก ไม่ใช่ด้วยเหตุที่ว่าไม่มีเงินจะไปอีกแล้วหรอกนะ (แม้ว่าจะเหลือเงินไม่พอจริงๆก็ตาม) .. แต่เพราะผมไม่อยากเจอกระบวนการลิดรอนสิทธิมนุษย์ของเช่นนี้อีก .. มนุษย์ทุกคนควรมีสิทธิ์เที่ยวในที่สาธารณะทั่วโลกอย่างเสรี ตราบที่ยังไม่ทำอะไรให้ใครเดือดร้อน

4. น่าเศร้านัก .. บุคคลที่เรียกร้องเสรีภาพไร้พรมแดนที่สุดอย่างผม กลับเป็นผู้ที่ถูกจำกัดเสรีภาพสุดๆ .. ปกติ ถึงผ่านได้ก็เศร้าอยู่แล้วนะ ที่ด่าน ตม. ทุกด่านเนี่ย .. คือมันเศร้าที่เห็นมนุษย์ด้วยกันต้องมาเสียเวลาทำเรื่องผ่านแดนกัน .. เราจะไปที่ไหนทั่วโลกก็ควรลงรถลงเครื่องบินแล้วเดินทางต่อได้เลยเหมือนเดินทางระหว่างจังหวัด

5. รังเกียจคนจนที่มีเงินไปเที่ยวน้อยๆงั้นรึ .. คนจนไม่มีสิทธิ์เที่ยวรึไงขอรับ .. นกที่ไม่มีเงินสักบาททุกตัวยังมีสิทธิ์บินรอบโลกเหมือนกันหมด! .. ผมจะขอเป็นตัวแทนคนจนต่อสู้กับความบ้าอำนาจและเห็นแก่เงินของพวกท่าน (เห็นว่าผมพกเงินไปแค่หมื่นนึงท่านก็นึกว่าผมจนแล้วรึ .. อยากให้รู้ความจริงเหลือเกินว่า จริงๆแล้วผมจนกว่านั้นอีก ถ้าแม่ไม่ให้เงินสมทบค่าเดินทาง 5,000 ผมอาจแลกตังค์ไปน้อยกว่านั้นด้วยซ้ำ)

6. WWoof ไม่เป็นที่ชื่นชอบของรัฐบาลญี่ปุ่น เพราะอะไร? เพียงเพราะนักท่องเที่ยวไม่ได้ไปใช้เงินจำนวนมากแค่นั้นหรือ .. อยากให้คนเอาเงินไปเที่ยวบ่อนพนันปาจิงโกะมากกว่าเอาเวลาไปทำเกษตรอินทรีย์ใช่มั้ย!! .. การใช้เงินมากๆ ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้สังคมดีขึ้น .. การกระทำดีๆต่างหากที่สำคัญกว่า คิดเรื่องนี้บ้างมั้ย รัฐบาลทั้งหลาย .. โลกกำลังต้องการมนุษย์ที่เน้นทำเกษตรโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม แต่ท่านกลับคิดแต่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ แล้วเห็นผลที่เกิดขึ้นมั้ย ยิ่งกระตุ้นเศรษฐกิจก็ยิ่งเป็นการกระตุ้นให้มีโจรขโมยมากขึ้น เพราะกิเลสคนมากขึ้น

7. WWoof เป็นไอเดียที่ดี คนจำนวนมากรีวิวเรื่องราวดีๆที่ได้รับจากการท่องเที่ยวแบบ WWoofing .. แล้วทำไมรัฐบาลต่างๆไม่ส่งเสริม? แสดงว่า รัฐบาลไม่ได้ทำเพื่อประชาชนจริงๆสิ ประชาชนทั่วโลกเขาอยากรวมโลกกัน และไปมาหาสู่กันอย่างเสรีแล้วนะ .. ท่านรัฐบาลประเทศต่างๆโปรดรับรู้ไว้ด้วย

8. คุณลุง ตม. และรัฐบาลญี่ปุ่นจะรู้ไหมว่า ท่านไม่ได้ทำให้เฉพาะผมเท่านั้นที่ผิดหวัง หากแต่ยังทำให้ประชาชนในประเทศท่านเองผิดหวังด้วย (โฮสต์ตอบข้อความผมมาว่า ผิดหวังกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ ตม. ในครั้งนี้และครั้งก่อนๆ .. จริงๆก็คือ ตม.ท่านนี้เคยห้ามคนไป wwoof ที่ฟาร์มนี้มาก่อนหน้านี้แล้ว เสียดาย ฟาร์มน่าจะบอกผมล่วงหน้าก่อนว่าอย่าบอก ตม.ตรงๆ ว่ามา wwoof ผมก็อุตส่าห์ถามเขาแล้วนะ ว่าให้แจ้งที่อยู่กับ ตม. ว่าเป็นที่อยู่ที่ฟาร์มนี้เลยใช่มั้ย เขาก็ว่าใช่ .. อีกอย่าง ผมบังเอิญได้อ่านแค่รีวิวการไปวูฟที่ญี่ปุ่น พอกลับมา ลองค้นหาเรื่องการโดนห้ามเข้าวูฟที่ญี่ปุ่น .. มีคนเขียนไว้เยอะเลยแฮะ .. เซ็งจริง .. อย่างไรก็ตาม คนผิดไม่ใช่ผม ไม่ใช่โฮสต์ และไม่ใช่วูฟเจแปน หากแต่เป็น รัฐบาลเจแปนที่ปิดกั้นแนวทางการท่องเที่ยวดีๆอย่าง wwoof)


ข้อความขอให้โฮสต์แจ้งที่อยู่เพื่อใช้กรอกในแบบฟอร์ม ตม. เข้าญี่ปุ่น

9. ผมส่งเมลเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ WWoof Japan ฟัง (ฟ้องเขานั่นแหละ) เขาปลอบใจด้วยการมอบเสื้อและส่งข้อความให้กำลังใจและเห็นด้วยกับผม ... แต่เรื่องราวที่ผมเขียนนี่ เขียนด้วยความคิดผมเองโดยเขาไม่เกี่ยวข้อง ผมไม่ได้แจ้งเขาว่าผมจะเขียนเรื่องราวลงเว็บ (แต่ผมอาจจะบอกเขาให้มาอ่านเวอร์ชั่นอังกฤษที่ผมเขียนเมื่อผมเอาลงเว็บผ่านไปแล้วสักเดือนนึง)



เสื้อและผ้าสารพัดประโยชน์ที่ได้รับจาก WWOOF Japan เป็นการปลอบใจ

10. สำหรับคนที่ต้องการจะไปวูฟที่ญี่ปุ่นแบบไม่อยากโดนเนรเทศแบบผม ผมขอแนะนำเทคนิคดังนี้ครับ .. สมมติจะไปวูฟ 2 อาทิตย์ (คนไทยเข้าญี่ปุ่นแบบไม่ต้องขอวีซ่าได้ 15 วัน) เราก็จองที่พักไว้สัก 2 คืน โดยอาจเลือกเป็นโฮสเทล (hostel) ราคาถูกๆ (แบบแชร์ห้องกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ) แล้วถ้าเขาถามว่า ทำไมไม่จอง 2 อาทิตย์เลย ก็ชี้แจงว่า เผื่อห้องพักไม่ถูกใจ จะได้เปลี่ยนได้ เพราะมีโฮสเทลอื่นๆให้เลือกอีกเยอะ อีกอย่างเราก็อยากเปลี่ยนบรรยากาศด้วย ถ้าเขายังยืนยันจะให้จองให้ครบ ก็ยอมจองไป ค่าโฮสเทลถูกๆก็ตกคืนละ 400 บาท .. 15 วันก็หกพันแค่นั้นแหละคับ .. ส่วนผม คงไม่ใช้เทคนิคนี้ บอกแล้ว ว่าผมจะรวมโลกให้ได้ก่อน แล้วผมจะกลับไปโอกินาว่าเมื่อชาวโลกมีเสรีภาพในการท่องเที่ยวอย่างเต็มที่

11. คือกระผมไม่เคยคิดเลยไงว่า อย่างนี้ก็มีด้วยเหรอ กล้าไล่กันกลับเฉยๆอย่างนี้เลยเหรอ
ไม่คิดว่ากระผมจะอับอายพี่น้องเพื่อนฝูงที่เขารอฟังข่าวคราวการเดินทางมั่งเลยเหรอ

12. ผมทำเพจเฟซบุ๊คอีกเพจคือเพจ “ประธานาธิบดีโลก” ซึ่งผมแต่งตั้งตัวเองเป็นประธานาธิบดีโลก พร้อมมีเสื้อประจำตัวตัวหนึ่ง ซึ่งผมเขียนข้อความว่า “ผมคือประธานาธิบดีโลก .. ผมจะไม่ยอมลงจากตำแหน่งจนกว่าจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโลก” .. ผมไม่ได้ใส่เสื้อตัวนั้นไปเพราะไม่อยากอวดตำแหน่ง แต่เมื่อพวกท่านขัดขวางเสรีภาพของพลเมืองโลกของผมเช่นนี้ คราวหน้าผมอาจจำเป็นต้องแสดงตัว 555


ประธานาธิบดีโลกกงจักร ใจดี (จากการอุปโลกน์ตัวเอง)

13. สำหรับท่านที่ผิดหวังที่ผมไม่ได้เข้าคุกญี่ปุ่นเลยไม่มีโอกาสรีวิวคุกญี่ปุ่นให้อ่าน ผมลองค้น Google ดู เอาภาพคุกญี่ปุ่นมาฝากตามข้างล่างนี้ .. ดูดีมากเลยเนาะ ได้อยู่ห้องเดี่ยวด้วย จะได้อยู่ดีๆอย่างนี้จริงรึ (ไอ้ผมก็นึกกลัวแต่ว่านักโทษญี่ปุ่นคนอื่นๆจะซาดิสม์ หรือสภาพจะแออัดเหมือนคุกลาว) .. แต่ไม่ว่าอย่างไร .. คุกไหนก็ไม่มีใครอยากเข้าหรอกนะคับ .. เสรีภาพคือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์อย่างผม .. ตอนนี้ก็เหมือนติดคุกไทยอยู่ จะออกจากคุกไทยได้ก็ต้องขอทำเรื่องผ่านแดน .. มนุษย์หนอ จะใฝ่ฝันไปเที่ยวอวกาศกันทำไม ในเมื่อแค่โลกใบนี้ที่ธรรมชาติอนุญาตให้เดินเที่ยวหรือล่องเรือเที่ยวได้รอบโลก ยังสร้างคุก(พรมแดน)มากั้นขวางกันเองเลย


รวมภาพคุกญี่ปุ่นจากอินเตอร์เน็ต

14. วันที่ 9 พ.ค. 2560 ผมลองขับรถยนต์จากศรีสะเกษมาด่านช่องสะงำเพื่อเข้าเที่ยวกัมพูชา อยากรู้ว่าเปิด AEC แล้วเขาให้ขับรถข้ามระหว่างประเทศได้ง่ายๆจริงหรือไม่ ผลคือ ทาง ตม. ฝั่งไทยอนุญาต แต่ ตม. ฝั่งกัมพูชาบอกว่าต้องมีคนกัมพูชามารับ .. สรุปคือ รถผ่านมาได้แค่นี้ครับ ผมเลยต้องฝากรถไว้กับค่ายทหารฝั่งไทย และเข้ามาเที่ยวเมือง Anlong Veng ด้วยรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง .... เห็นไหมครับ การแบ่งแยกประเทศบนโลกทำให้มนุษย์เราท่องเที่ยวรอบโลกได้อย่างยากลำบาก .. รวมโลกกันเถิด


รถผมเข้ามาได้แค่นี้แหละครับ จุดนี้อยู่ตรงกลางระหว่าง ตม. ฝั่งไทย กับ ตม. ฝั่งกัมพูชา

กงจักร ใจดี Kongjak Jaidee (คนรวมโลก)
10 พ.ค. 2560
เริ่มบันทึกตั้งแต่กลับจากโอกินาว่า แต่พึ่งเตรียมภาพเสร็จสมบูรณ์วันนี้ .. โพสต์ ณ 23 October Guesthouse เมือง Anlong Veng กัมพูชา .. สภาพห้องพักดีมากๆเมื่อเทียบกับราคา 250 บาทต่อคืน (เจ้าของใจดี มีลูกสาวน่ารัก มี WiFi ฟรี .. อาจมีช่วงไฟดับและน้ำไม่ไหลบ้างเล็กน้อย โปรดอย่าตกใจ อิอิ)


******************************************